กินอย่างไรเมื่อตับแข็ง

กินอย่างไรเมื่อตับแข็ง

Thai-Otsuka-12A-1200x900

แต่อย่างที่บอกกล่าวไปตั้งแต่ตอนต้นว่า โรคของตับมีหลายชนิด หลายระยะการดำเนินไปของโรค สำหรับผู้ที่ตับเกิดโรคแล้วเป็นระยะเวลานานจนกลายเป็นโรคตับแข็ง การทำงานของตับก็จะลดลง ผลกระทบที่ตามมาต่อร่างกายก็จะมีมากขึ้นตามความรุนแรงของโรคตับแข็งที่เกิดขึ้น ปัญหาทางโภชนาการที่เราพบได้บ่อยในภาวะนี้ ก็คือภาวะขาดสารอาหาร (ทุพโภชนาการ) ซึ่งก็มาจากหลายสาเหตุด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการที่ผู้ป่วยเบื่ออาหาร รับประทานอาหารได้น้อย เกิดอาการทางระบบย่อยอาหาร เช่น ท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นท้องเนื่องจากมีน้ำในช่องท้องมาก ร่วมกับกระบวนการดูดซึมสารอาหารและเมแทบอลิซึมที่ทำงานผิดปกติ (เปรียบเทียบง่ายๆ ว่าผู้ป่วยโรคตับแข็งอดอาหารข้ามคืน ประมาณ 8 ชั่วโมง ปริมาณกล้ามเนื้อและไขมันที่จะถูกสลายออกมา อาจเทียบเท่ากับบุคคลทั่วไปอดอาหาร 72 ชั่วโมง เลยทีเดียว) ทั้งหมดนี้ล้วนส่งผลให้ผู้ป่วยเกิดภาวะขาดสารอาหารได้

ในเมื่อเราทราบแล้วว่า ปัญหาทางโภชนาการที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้ป่วยโรคตับแข็งคือภาวะขาดสารอาหาร เป้าหมายหลักของการดูแลทางโภชนาการในผู้ป่วยกลุ่มนี้ ก็คือการให้อาหารอย่างเพียงพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังงานและโปรตีน รวมถึงวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ ซึ่งจะช่วยทำให้ภาวะโภชนาการของผู้ป่วยดีขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม นอกจากการให้อาหารอย่างเพียงพอ สิ่งที่ต้องคำนึงถึงในเรื่องของอาหาร ก็คือการลดภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นจากโรคตับแข็ง ซึ่งอาหารก็มีบทบาทอย่างมากด้วยเช่นกัน

คำแนะนำต่อไปนี้ เป็นคำแนะนำทางโภชนาการสำหรับผู้ป่วยโรคตับแข็งโดยทั่วไป อย่างไรก็ตาม ต้องบอกว่า ควรปรึกษาแพทย์ผู้ดูแล รวมถึงนักกำหนดอาหารวิชาชีพในโรงพยาบาลที่ให้การรักษาอยู่ เพื่อการให้โภชนบำบัดอย่างเหมาะสมเป็นรายบุคคล จะทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

  1. พลังงาน โดยเฉลี่ยผู้ป่วยต้องการพลังงาน 35 – 40 กิโลแคลอรีต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน การได้รับพลังงานเพียงพอ จะช่วยลดการสลายกล้ามเนื้อและไขมันมาเป็นพลังงาน

โปรตีน โดยเฉลี่ยผู้ป่วยต้องการโปรตีน 1.2 – 1.5 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน เพื่อให้ได้รับโปรตีนเพียงพอต่อการซ่อมแซมเซลล์ตับ และป้องกันการสลายกล้ามเนื้อมาใช้งาน อย่างไรก็ตาม มีข้อยกเว้นในผู้ป่วยโรคตับแข็งระยะที่เกิดความผิดปกติทางสมอง (Hepatic encephalopathy) ที่อาจต้องจำกัดโปรตีน (ประมาณ 0.5 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน) เป็นระยะเวลาสั้นๆ ร่วมกับการให้โปรตีนที่มีกรดอะมิโนชนิดโซ่กิ่ง (Branched-chain amino acids; BCAA) เพื่อให้ร่างกายได้รับโปรตีนเพียงพอ โดยไม่เกิดอาการทางสมอง การให้โปรตีนจากพืช เช่น เต้าหู้ ถั่ว ฯลฯ แทนโปรตีนจากสัตว์บ้าง ก็มีรายงานว่าช่วยลดการเกิดอาการทางสมองได้ครับ ปริมาณโปรตีนที่ได้รับในอาหารแต่ละชนิด ดังนี้

ปริมาณโปรตีนในอาหาร

 

  1. ไขมัน โดยทั่วไปแล้วผู้ป่วยโรคตับแข็งสามารถรับประทานอาหารที่มีไขมันได้ ไขมันเองเป็นสารอาหารที่ให้พลังงานสูง จึงทำให้ผู้ป่วยได้รับพลังงานเพียงพอได้ง่ายขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยที่มีการย่อยและดูดซึมไขมันบกพร่อง อาจเกิดอาการท้องอืดได้หลังจากรับประทานอาหารที่มีไขมันสูงๆ จึงควรจำกัดปริมาณไขมันเพื่อลดอาการที่เกิดขึ้นครับ ปกติก็จะอยู่ที่ประมาณ ไม่เกิน 25% ของพลังงานที่ควรได้รับต่อวัน
  2. โซเดียม การจำกัดเกลือโซเดียมให้น้อยกว่าวันละ 2000 มิลลิกรัมต่อวัน (เทียบเท่าเกลือแกง 1 ช้อนชา หรือซีอิ๊ว/น้ำปลา ประมาณ 1 – 1.5 ช้อนโต๊ะต่อวัน) จะช่วยลดอาการบวม และท้องมาน (มีน้ำในช่องท้อง) ในผู้ป่วยโรคตับแข็งได้ แต่อย่างไรก็ตาม การจำกัดโซเดียมมากจนเกินไป อาจทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถรับประทานอาหารได้ ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะขาดสารอาหาร ดังนั้นการจำกัดโซเดียม และปริมาณโซเดียมที่ควรจำกัดต่อวัน จึงควรพิจารณาเป็นรายบุคคล โดยทั่วไปก็จะอยู่ระหว่าง 2000-3000 มิลลิกรัมต่อวัน วิธีอื่นที่จะช่วยลดการได้รับโซเดียม คือการหลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารแปรรูป เช่น อาหารกระป๋อง เนื้อสัตว์แปรรูป อาหารแช่แข็ง รวมถึงเบเกอรี่และขนมอบต่างๆ
  3. ใยอาหาร อาหารที่มีใยอาหารสูง เช่นผักและผลไม้ เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ป่วยโรคตับแข็ง เนื่องจาก จะช่วยเพิ่มการขับถ่าย และลดการคั่งของของเสียที่เกิดจากการเผาผลาญโปรตีนได้ แต่อย่างไรก็ตาม การรับประทานอาหารที่ใยอาหารสูงมาก อาจทำให้เกิดปัญหาท้องอืดและแน่นท้อง ทำให้รับประทานอาหารได้ลดลง จึงจำเป็นต้องพิจารณาเป็นรายบุคคลอีกเช่นกันครับ เพื่อให้ได้ปริมาณใยอาหารที่เหมาะสม โดยไม่เกิดภาวะท้องอืดหรือแน่นท้อง
  4. วิตามินและแร่ธาตุ ผู้ป่วยโรคตับแข็งมีแนวโน้มที่จะขาดวิตามินและแร่ธาตุหลายๆ ชนิด เนื่องจากการดูดซึมสารอาหารที่ผิดปกติ ร่วมกับการรับประทานอาหารได้น้อยลง แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ควรซื้อวิตามินและแร่ธาตุมาเสริมเอง แต่ควรปรึกษาแพทย์และนักกำหนดอาหารถึงชนิดของวิตามินที่เหมาะสม เนื่องจากการได้รับวิตามินมากเกินไป โดยเฉพาะวิตามินที่ละลายในไขมัน อาจกลายเป็นพิษต่อตับซ้ำเติมได้
  5. แอลกอฮอล์ การดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดจะทำให้การทำงานของตับแย่ลง ในผู้ที่มีโรคตับอยู่แล้วยิ่งทำให้อาการแย่ลง และอาจเกิดโรคแทรกซ้อนเพิ่มขึ้นได้ ดังนั้นจึงควรงดแอลกอฮอล์โดยเด็ดขาดทุกกรณี
  6. ความปลอดภัยในอาหาร ผู้ป่วยโรคตับแข็ง โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะขาดสารอาหาร มีโอกาสเกิดการติดเชื้อได้ง่ายกว่าคนทั่วไปมาก ดังนั้นอาหารสำหรับผู้ป่วยควรเป็นอาหารที่ปรุงสุกสะอาด หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารกึ่งสุกกึ่งดิบ อาหารเก่าเก็บ อาหารที่ปรุงสุกแล้วทิ้งไว้ข้ามคืน รวมถึงอาหารตากแห้งเป็นระยะเวลานานๆ และอาหารหมักดอง เพราะมีโอกาสที่จะได้รับเชื้อโรครวมถึงสารพิษจากเชื้อโรค สิ่งสำคัญอีกอย่างนอกจากความสะอาดของอาหาร ก็คือสุขอนามัยส่วนบุคคล ที่ทำง่ายและสำคัญที่สุดคือ ล้างมือให้สะอาดก่อนและหลังการรับประทานอาหาร
  7. มื้ออาหาร นอกจากเรื่องของโภชนาการแล้ว การจัดแบ่งมื้ออาหารก็เป็นอีกเรื่องที่สำคัญมากเช่นกัน อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่าเมแทบอลิซึมของผู้ป่วยโรคตับแข็งจะผิดปกติไป จึงควรแบ่งอาหารเป็นมื้อเล็กๆ 6-7 มื้อต่อวัน (เป็นมื้อหลัก 3 มื้อ และมื้อว่าง 3-4 มื้อระหว่างวัน) การแบ่งอาหารเป็นมื้อเล็กๆ นอกจากจะช่วยให้ระบบย่อยและเผาผลาญสารอาหารในร่างกายทำงานได้ดีขึ้นแล้ว ยังช่วยป้องกันไม่ให้เกิดอาการท้องอืด หรือแน่นท้องเนื่องจากการได้รับอาหารปริมาณมากด้วย

นอกจากอาหารทั่วไปแล้ว ในทางการแพทย์ ยังมีวิธีการให้โภชนบำบัดวิธีอื่นๆ เพื่อให้ผู้ป่วยมีภาวะโภชนาการที่ดีขึ้น ในผู้ป่วยที่ไม่สามารถรับประทานอาหารทางปากได้เพียงพอ ถึงแม้จะให้คำปรึกษาทางโภชนาการ และปรับอาหารแล้ว นักกำหนดอาหารจะแนะนำอาหารทางการแพทย์ ให้ผู้ป่วยดื่มเสริมจากอาหารมื้อปกติ เพื่อให้ได้รับพลังงาน โปรตีน วิตามิน และแร่ธาตุมากขึ้นครับ อาหารทางการแพทย์เองก็มีมากมายหลายชนิด บางชนิดก็ถูกดัดแปลงพิเศษเพื่อให้สอดคล้องกับโรคต่างๆ สำหรับโรคตับเอง ก็มีอาหารทางการแพทย์สูตรเฉพาะโรคเช่นกันครับ โดยออกแบบมาเพื่อให้ผู้ป่วยได้รับโปรตีนเพียงพอ โดยลดโอกาสเกิดอาการทางสมอง

สาเหตุที่ผู้ป่วยโรคตับแข็งมีโอกาสเกิดอาการทางสมองมีหลากหลาย แต่สาเหตุหนึ่งก็คือ ระดับของกรดอะมิโนชนิดโซ่กิ่ง (Branched-chain amino acids; BCAA) ในเลือดมักจะลดต่ำลง เกิดความไม่สมดุลกับระดับของกรดอะมิโนชนิดวงหกเหลี่ยม (Aromatic amino acids; AAA) ซึ่งเมื่อผ่านเข้าสู่สมอง จะก่อให้เกิดการสร้างสารสื่อประสาทที่ผิดปกติ ทำให้ผู้ป่วยโรคตับแข็งเกิดอาการผิดปกติทางสมองได้ การได้รับ BCAA มากขึ้น ในขณะเดียวกัน AAA ลดลง มีการศึกษาพบว่าช่วยลดอาการผิดปกติทางสมอง ในผู้ป่วยโรคตับแข็งที่มีอาการแล้วได้ครับ ซึ่งอาหารตามธรรมชาติ โดยทั่วไปแล้ว มีสัดส่วนของ BCAA ต่อ AAA ไม่มาก หากต้องการให้ผู้ป่วยได้รับ BCAA เพิ่มขึ้น อาจต้องใช้อาหารทางการแพทย์ที่ดัดแปลงเฉพาะ สำหรับผู้ป่วยโรคตับแข็งมาเป็นตัวช่วย

Mascot-eating-1200x900