ONCE PRO

ให้สารอาหารดังต่อไปนี้

 

สารอาหารต่อผง

48 กรัม         

ต่อผง

100 กรัม

ต่อ1000

กิโลแคลอรี่ 

ปริมาณสารอาหารใน 100 กรัม   

เปรียบเทียบเป็น % กับ WHO RNT*  

  ปริมาณสารอาหารใน 48 กรัม

เปรียบเทียบเป็น % กับ THAI RDI***

พลังงาน,กิโลแคลอรี่

204

425

1000.00

**

10.20

โปรตีน,กรัม

9.96

20.74

48.80

**

19.92

คาร์โบไฮเดรต,กรัม

24.18

50.37

118.52

**

8.06

ไขมัน,กรัม

9.07

18.90

44.47

**

13.95

ใยอาหาร,กรัม

3.32

6.91

16.26

**

13.28

วิตามินเอ,หน่วยสากล

589.0

1227

2887.01

61-74

22.11

เบต้าแคโรทีน,มิลลิกรัม

0.66

1.38

3.25

**

****

วิตามินดี.หน่วยสากล

65.09

135.6

319.05

34-68

32.54

วิตามินอี.หน่วยสากล

6.63

13.82

32.52

92-123

44.50

วิตามินซี,มิลลิกรัม

44.24

92.17

216.87

205

73.73

วิตามินบี1,มิลลิกรัม

0.33

0.69

1.62

58-63

22.00

วิตามินบี2,มิลลิกรัม

0.37

0.78

1.84

60-71

21.76

วิตามินบี6,มิลลิกรัม

0.44

0.92

2.16

54-71

22.00

วิตามินบี12,ไมโครกรัม

0.88

1.84

4.33

77

44.00

กรดแพนโทธินิก,มิลลิกรัม

2.21

4.60

10.82

92

22.15

ไนอะซิน,มิลลิกรัม

4.43

9.22

21.69

58-66

22.13

กรดโฟลิก,ไมโครกรัม

66.38

138.3

325.41

58

55.32

ไบโอติน,ไมโครกรัม

66.38

138.3

325.41

461

44.25

วิตามินเค1,ไมโครกรัม

22.13

46.10

108.47

71-84

27.66

โคลีน,มิลลิกรัม

88.61

184.6

434.35

**

****

แคลเซียม,มิลลิกรัม

132.8

276.7

651.05

21-28

16.60

ฟอสฟอรัส,มิลลิกรัม

135.7

282.7

665.16

**

16.96

แมกนีเซียม,มิลลิกรัม

44.17

92.02

216.51

35-42

12.62

โซเดียม,มิลลิกรัม

198.8

414.1

974.34

**

8.28

โพแทสเซียม,มิลลิกรัม

331.7

691.0

1625.85

**

9.48

คลอไรด์,มิลลิกรัม

220.5

459.4

1080.92

**

6.49

เหล็ก,มิลลิกรัม

2.21

4.60

10.82

16-41

14.73

สังกะสี,มิลลิกรัม

2.21

46.1

10.85

66-94

14.73

ทองแดง,มิลลิกรัม

0.26

0.55

1.29

**

13.00

แมงกานีส,มิลลิกรัม

0.39

0.81

1.91

**

11.14

ไอโอดีน,ไมโครกรัม

21.20

44.16

103.90

29

14.13

คาร์นิทีน,มิลลิกรัม

33.18

69.13

162.66

**

****

โครเมียม,ไมโครกรัม

22.08

46.00

108.23

**

16.98

สารอาหาร ต่อผง 48 กรัม    ต่อผง 100 กรัม    ต่อ1000 กิโลแคลอรี่    

ปริมาณสารอาหารใน 100 กรัม

เปรียบเทียบเป็น % กับ WHO RNT*

ปริมาณสารอาหารใน 48 กรัม

เปรียบเทียบเป็น % กับ THAI RDI***

ซีลีเนียม,ไมโครกรัม

22.13

46.10

108.47

136-177

31.61

โมลิบดินัม,ไมโครกรัม

11.04

23.00

54.12

**

6.90

อินอซิทอล,มิลลิกรัม

154.8

322.6

759.05

**

****

กรดแอลฟาไลโนเลนิก (โอเมก้า 3),กรัม

0.27

0.56

1.32

**

****

กรดไลโนเลอิก (โอเมก้า 6 ),กรัม

1.91

3.97

9.34

**

****

กรดโอเลอิก (โอเมก้า 9),กรัม

5.21

10.86

25.55

**

****

(*) WHO RNI คือสารอาหารที่ควรได้รับประจำวันตามข้อกำหนดขององค์การอนามัยโลก  (**) WHO RNI มิได้กำหนดไว้
(***) THAI RDI คือสารอาหารที่แนะนำให้บริโภคประจำวันสำหรับคนไทยอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป     (****) THAI RDI มิได้กำหนดไว้

อาหารทางการแพทย์
(อาหารทางการแพทย์ที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ) ชนิดผงประกอบด้วยโปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต วิตามิน และแร่ธาตุ ใช้เสริมอาหารมื้อหลัก

ส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ (Composition)
ส่วนประกอบโดยประมาณ ONCE PRO 100 กรัม

ส่วนประกอบสำคัญโดยประมาณ

(% ตามน้ำหนัก)

มอลโตเด็กซ์ตริน

23.76%

โปรตีนถั่วเหลือง

11.52%

โปรตีนเวย์

11.52%

ไอโซมอลตูโลส

9.22%

มอลติตอล

9.22%

น้ำมันคาโนลา

9.22%

ไฟเบอโซล-2

4.61%

น้ำมันดอกคำฝอยที่มีโอเลอิก

4.61%

น้ำมันรำข้าว

4.15%

โอลิโกฟรุคโตส

2.30%

น้ำมันปลา

0.92%

กลิ่นวานิลลา

0.50%

อิมัลซิไฟเออร์ (INS 322 (i) INS 472c  INS 473 INS 475 )
สารป้องกันการเกิดออกซิเดชั่น (INS 301 INS 304 INS 307b)
สารทำให้คงตัว (INS 452 (i) INS 471  INS 1450)
สารป้องกันการจับตัวเป็นก้อน (INS 341 (iii) INS 421 )
วัตถุให้ความหวานแทนน้ำตาล (ซูคราโลส)
แต่งกลิ่นสังเคราะห์

คุณสมบัติของ ONCE PRO

  • มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ (Glycemic Index=27) ปลดปล่อยน้ำตาลอย่างช้า ๆ
  • มีส่วนประกอบของน้ำมันปลา น้ำมันคาโนลา และน้ำมันดอกคำฝอยที่มีกรดโอเมก้า 9
  • มีโปรตีนจากพืช (ถั่วเหลือง) และจากนมวัว (โปรตีนเวย์)
  • มีกรดไขมันที่จำเป็น โอเมก้า 3 0.27 กรัม และโอเมก้า 6 1.91 กรัม ในวันซ์โปร 48 กรัม
  • มีโอเมก้า 9 5.21 กรัม ในวันซ์โปร 48 กรัม
  • มีการกระจายเปอร์เซนต์ของ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน (% Caloric distribution) 40:20:40

อย.74-1-21431-1-0016

 วิธีการใช้

ข้อมูลสำหรับผู้แพ้อาหาร
มีโปรตีนจากถั่วเหลือง โปรตีนจากนม และผลิตภัณฑ์จากปลา

วิธีการใช้ : เพื่อช่วยให้ชงง่าย เติมน้ำลงครึ่งแก้ว ตวงผง Once Pro 6 ช้อนตวงปาดเรียบ เติมน้ำและคนให้ละลาย ปรับปริมาตรสุดท้ายให้ได้ ตามตาราง (ความเข้มข้น พลังงาน 1 กิโลแคลอรี่ ต่อ 1 มิลลิลิตร )

ปริมาณผง วันซ์ โปร

ปรับปริมาตรของวันซ์ โปรให้ปริมาตรสุดท้าย (มิลลิลิตร)

พลังงานจากวันซ์ โปร

(กิโลแคลอรี่)

6 ช้อน (48 กรัม)

200

204

9 ช้อน (72 กรัม)

300

306

30 ช้อน ( 240 กรัม)

1000

1020

ข้อแนะนำการใช้

  1. ห้ามให้ทางหลอดเลือดดำ
  2. เมื่อตั้งทิ้งไว้ระยะหนึ่งอาจเกิดการแยกชั้นได้ ควรเขย่าให้เข้ากันก่อนนำมาใช้
  3. ใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์
  4. ไม่เหมาะกับผู้ป่วยเบาหวานที่มีการทำงานของไตผิดปกติ

การเก็บรักษา (Storage Condition)  :

  1. เมื่อชง Once Pro กับน้ำแล้ว ควรใช้ทันที หรือเก็บในภาชนะที่ปิดฝาสนิท แช่ตู้เย็นได้ (2-4 องศา) แล้วใช้ให้หมดภายใน 24 ชั่วโมง
  2. เมื่อเปิดกระป๋อง วันซ์ โปรแล้วควรปิดฝาให้แน่นทุกครั้งหลังการใช้ทุกครั้ง เก็บในที่แห้ง และควรใช้ให้หมดภายใน 1 เดือน

*อาหารทางการแพทย์ใช้ตามคำแนะนำของแพทย์* 

งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

The study of glycemic index Of Gen-Premium (ONCE PRO). Click here

คำถามที่พบบ่อย ONCE PRO

 คนปกติทั่วไป ผู้ที่เป็นเบาหวานผู้ที่ต้องการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ผู้ต้องการควบคุมน้ำหนัก ผู้ต้องการควบคุมระดับไขมันในเลือด

  • ค่าดัชนีน้ำตาลต่ำเพียง 27 ด้วยปริมาณคาร์โบไฮเดรตและชนิดของคาร์โบไฮเดรตที่ใช้  เป็นชนิด Slow Release  Carbohydrate  ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่สูงขึ้นจนเกินไป
  • โปรตีนสูง โดยมีเวย์โปรตีนเป็นส่วนประกอบซึ่งเป็นโปรตีนคุณภาพดี ย่อยง่าย และยังช่วยเพิ่มการเผาผลาญ รักษามวลกล้ามเนื้อ นอกจากนี้ยังส่งผลดีต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดอีกด้วย
  • ไขมันที่ประกอบด้วยน้ำมันที่มี MUFA สูง, โปรตีนจากถั่วเหลือง และโอเมก้า 3 จากน้ำมันปลา จะช่วยลดระดับไขมันในเลือด(LDL & Triglyceride) ส่งผลดีต่อสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากเบาหวาน
  • การที่มีเวย์โปรตีน , คาร์โบไฮเดรตที่ต่ำ และ น้ำมันที่มี MUFA สูง จะเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ดียิ่งขึ้น
  • สัดส่วนการกระจายพลังงาน โปรตีน : คาร์โบไฮเดรต : ไขมัน เท่ากับ 20 : 40 : 40 ซึ่งเหมาะสมกับผู้ป่วยเบาหวาน
  • กรณีเบาหวาน ควบคุมน้ำตาล และ ควบคุมไขมันในเลือด

แนะนำดื่ม ONCE PRO 1 แก้ว แทนมื้อว่าง 1-2 มื้อต่อวัน หรือ ทาน ONCE PRO 1 แก้ว แทนมื้ออาหารหลัก 1-2 มื้อต่อวัน (ปรับตาม Life Style)

  • กรณีควบคุมน้ำหนัก

แนะนำดื่ม ONCE PRO 1 แก้ว แทนมื้ออาหารหลักที่หนักที่สุด 1-2 มื้อต่อวัน

  • น้ำหนักผงนม 1 ช้อน หนัก 8 กรัม ให้พลังงาน 34 Kcal
  • ใช้ ONCE PRO 6 ช้อน(48 กรัม) ผสมน้ำ 200 ซีซี ให้พลังงาน 204 Kcal
  • ผลิตภัณฑ์อยู่ในรูปแบบผง บรรจุภัณฑ์แบบกระป๋อง ขนาด 400 กรัม
  • ผลิตภัณฑ์มีอายุ 2 ปี
  • ร้าน Pure ในบิ๊กซี และ Link ร้านค้าใกล้บ้าน

ONCE PRO เป็นสูตรอาหารทางการแพทย์ที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน  ถ้ามีภาวะไตเสื่อม การใช้ผลิตภัณฑ์ ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อวางแผนการควบคุมอาหารโดยรวมต่อวันให้เหมาะสมกับผู้ป่วยโรคไตแต่ละระยะ

ดื่มได้ เนื่องจาก ONCE PRO  มีสารอาหารครบถ้วน และยังช่วยเรื่องการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและระดับไขมันในเลือด ซึ่งในคุณแม่ตั้งครรภ์ในไตรมาสที่2 อาจเสี่ยงต่อภาวะเบาหวานในขณะตั้งครรภ์ได้โดยคุณแม่ตั้งครรภ์ควรได้รับสารอาหารอื่นเพิ่มเติมที่เหมาะสมสำหรับการตั้งครรภ์ด้วย

GEN-DM และ ONCE PRO เป็นสูตรอาหารทางการแพทย์สำหรับผู้ป่วยเบาหวานเหมือนกัน โดย ONCE PRO เป็นสูตรที่พัฒนามาจากGEN-DM เพื่อผู้ป่วยเบาหวานที่ขาดวินัยในการควบคุมอาหาร หรือควบคุมบ้าง แต่ ไม่ได้ทุกมื้อ โดยปรับสัดส่วนการกระจายพลังงานให้เหมาะสม เพิ่มโปรตีนให้สูงขึ้น  ปรับชนิดคาร์โบไฮเดรตและปริมาณของคาร์โบไฮเดรตให้ต่ำลง ส่งผลให้ค่าดัชนีน้ำตาลลดต่ำลง ปรับปริมาณไขมันโดยเพิ่มน้ำมันชนิดMUFA สูง และ เพิ่มโอเมก้า 3 จากน้ำมันปลา จึงเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมระดับน้ำตาลและระดับไขมันในเลือด  แต่ ถ้าผู้ป่วยมีการควบคุมอาหารอย่างเคร่งครัดในทุกมื้อ สามารถใช้ GEN-DM ต่อเนื่องได้

  • ผู้ที่แพ้ส่วนประอบของ ONCE PRO เช่น นมวัว , ถั่วเหลือง หรือส่วนประกอบของของผลิตภัณฑ์
  • ผู้ที่มีภาวะทางเดินอาหารอุดตัน
  • ผู้ป่วยที่มีปัญหาดูดซึมอาหารไม่ได้อย่างรุนแรง
  • ผู้ป่วยภาวะไตวาย ตับวาย

ใช้ไม่ได้ เนื่องจากผลิตภัณฑ์มีส่วนผสมของเวย์โปรตีน ซึ่งมาจากนมวัว

หลักการให้อาหารทางสายให้อาหาร

การให้อาหารทางสายยาง หมายถึง การให้อาหาร (Nutrients) เข้าสู่ระบบทางเดินอาหาร (Gastrointestinal system) โดยผ่านทางสาย (Tube) ในผู้ป่วยที่ไม่สามารถรับประทานอาหารได้ทางปาก แต่ระบบทางเดินอาหารยังคงสามารถย่อยและดูดซึมอาหารได้ ( functional GI tract) นั่นหมายถึงการย่อยและการดูดซึมอาหารทำงานได้เป็นปกติดีแต่อาจมีปัญหาอื่นๆ เช่น กลืนลำบาก, กลืนแล้วสำลัก, ร่างกายอ่อนเพลียมาก, รับประทานอาหารไม่ได้ หรือรับประทานอาหารได้ไม่เพียงพอ, ขาดอาหาร, ผู้ป่วยที่ไม่รู้สึกตัว เช่น มีโรคทางสมอง หรือได้รับการผ่าตัดเกี่ยวกับปาก เป็นต้น

รูปแบบของการใส่สายให้อาหาร มีดังนี้ 

  • Nasogastric tube feeding เป็นการให้อาหารทางสายที่ใส่ผ่านจากรูจมูกถึงกระเพาะอาหาร
  • Orogastric Tube feeding  เป็นการใส่สายให้อาหารเข้าทางปาก ผ่านหลอดอาหารเข้าไปในกระเพาะอาหาร ส่วนมากจะทำในผู้ป่วยเด็กทารกแรกเกิดที่มีน้ำหนักตัวน้อย เพื่อให้นมผสม เนื่องจากเด็กทารกรูจมูกจะเล็กและบางมาก การใส่สายให้อาหารทางรูจมูก อาจทำให้ traumaต่อเยื่อบุจมูกและทำให้เด็กหายใจไม่สะดวก
  • Gastrostomy tube feeding เป็นการให้อาหารทางสายที่เจาะผ่านทางหน้าท้องเข้าไปในกระเพาะอาหาร ในผู้ป่วยที่ไม่สามารถใส่สายผ่านทางหลอดอาหารได้ เนื่องจากมีการอุดตันของหลอดอาหาร หรือมีการตัดกระเพาะอาหารออกบางส่วน รวมถึงผู้ป่วยที่จำเป็นต้องให้อาหารทางสายเป็นเวลานาน

ในผู้ป่วยที่ยังคงต้องให้อาหารผ่านทางสายให้อาหารที่บ้าน ญาติจะต้องเรียนรู้วิธีการเตรียมอาหารเหลวและวิธีการให้อาหารทางสายให้อาหารแก่ผู้ป่วย ตลอดจนการสังเกตอาการของผู้ป่วย ขณะให้อาหารด้วย

รูปแบบการให้อาหารทางสายให้อาหาร  มีดังนี้

  1. Intermittent enteral tube feeding เป็นการให้อาหารทางสายอาหารเป็นครั้งคราววันละ4-6ครั้ง ส่วนใหญ่มักจะให้ตามมื้อของอาหาร เพื่อให้เป็นไปตามแบบแผนการดำเนินชีวิตในการรับประทานอาหารของคนทั่วไป คือ อาหารมื้อเช้า กลางวัน เย็น และในกรณีที่อาหารเหลวมีปริมาณมาก อาจจะแบ่งเป็น 4มื้อ คือมื้อก่อนนอนด้วย ส่วนระหว่างมื้ออาจจะให้น้ำเปล่า เพื่อให้ร่างกายได้รับน้ำเพียงพอ
  2. Continuous enteral tube feeding เป็นการให้อาหารทางสายให้อาหารแบบต่อเนื่อง โดยให้หยดทางสายให้อาหารช้า ๆ ในผู้ป่วยที่ไม่สามารถรับอาหารเหลวได้ทีละจำนวนมากๆ เช่น ในรายที่มีปัญหาในการย่อยและดูดซึม วิธีการให้อาหารแบบ continuous feeding จะต้องใช้อุปกรณ์ที่เป็นสายและมี clamp สำหรับปรับอัตราหยด โดยจะต้องควบคุมให้หยดช้าๆ และต่อเนื่องในเวลาที่กำหนด หรืออาจจะควบคุมจำนวนหยดด้วยเครื่อง (Infusion pump)

วิธีการให้อาหารทางสายให้อาหาร มีดังนี้

  1. เตรียมของเครื่องใช้ในการให้อาหารทางสายยาง อาหารเหลวที่เตรียมให้ผู้ป่วย รวมทั้งยาของผู้ป่วยที่มีให้หลังอาหารให้พร้อม
  2. จัดท่านอนให้ผู้ป่วยศีรษะอยู่สูงอย่างน้อย45องศา ในรายที่ผู้ป่วยไม่รู้สึกตัวควรให้หนุนหมอน ตั้งแต่หลังจนถึงศีรษะโดยใช้หมอน2ใบใหญ่หรือจัดให้ผู้ป่วยนั่งพิงพนักเตียงหรือให้นั่งเก้าอี้
  3. ผู้ที่จะให้อาหารต้องล้างมือให้สะอาดตามวิธีการล้างมือที่ถูกวิธี
  4. ในผู้ป่วยที่เจาะคอมีท่อหายใจ ให้ดูดเสมหะในหลอดลมคอก่อนเพื่อป้องกันผู้ป่วยไอ จากการมีเสมหะมาก ขณะให้อาหารทางสายให้อาหารเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนปอดอักเสบจากการสำลักอาหาร และล้างมื้ออย่างถูกวิธี
  5. ดึงจุกที่ปิดหัวต่อปลายสายให้อาหารออก ขณะเดียวกันใช้นิ้ว พับสายคีบเอาไว้ เพื่อป้องกันลมเข้ากระเพาะอาหารผู้ป่วย เพราะจะทำให้ผู้ป่วยท้องอืดได้
  6. ใช้สำลีชุบน้ำต้มสุก เช็ดบริเวณจุกให้อาหารทางสายยาง
  7. เอากระบอกให้อาหาร พร้อมลูกสูบต่อกับหัวต่อและปล่อยนิ้วที่คีบสายออก ทำการทดสอบดูว่า ปลายสายยางให้อาหาร ยังอยู่ในกระเพาะอาหารหรือไม่โดย
  8. ใช้กระบอกให้อาหารดูดอาหารหรือน้ำออกจากพระเพาะ ถ้ามีมากเกิด 50ซีซี ให้ดันอาหาร น้ำกลับคืนไปอย่างช้าๆ และเลื่อนเวลาออกไปครั้งละ 1ชั่วโมง แล้วมาทดสอบดูใหม่ ถ้ามีไม่เกิน 50ซีซี ให้ดันอาหารน้ำกลับคืนไปอย่างช้าๆ และให้อาหารได้ ถ้าดูดออกมาแล้ว ไม่มีอาหารตามขึ้นมาเลย ให้ดูดลมเข้ามาในกระบอกอาหาร ประมาณ 20ซีซี แล้วต่อเข้ากับสายให้อาหาร พร้อมกับเอาฝ่ามืออีกด้านหนึ่ง หรือหูแนบเข้ากับใต้ชายโครงด้านซ้าย ดันลมในกระบอกให้เข้าไปในกระเพาะอาหารอย่างช้า ถ้าสายอยู่ในกระเพาะอาหาร จะรู้สึก หรือได้ยินเสียงลมเข้าไปในกระเพาะอาหาร จากนั้นให้ดูดลมออกด้วย อาจจะประมาณ 20ซีซี ถ้าดูดออกมาแล้วได้ของเหลวสีน้ำตาลเข้ม ๆ ควรปรึกษาแพทย์ เพราะผู้ป่วยอาจมีปัญหาแผลในกระเพาะอาหารได้
  9. พับสายยาง ปลดกระบอกให้อาหารออก เอาลูกสูบออกจากกระบอกแล้วต่อกระบอกเข้ากับสายให้อาหารใหม่ หรือถ้าใช้เซตให้อาหารทางสายให้อาหาร ต่อสายเข้ากับ สายให้อาหารได้เลย
  10. เทอาหารใส่กระบอกครั้งละประมาณ50ซีซี ยกกระบอกให้สูงกว่าผู้ป่วยประมาณ 1ฟุต ปล่อยให้อาหารไหลตามสายช้าๆ อย่าให้อาหารไหลเร็ว ถ้าเร็วมากต้องลดกระบอกให้ต่ำลง เพราะการให้อาหารเร็วมากเกินไป จะทำให้ผู้ป่วยคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง หรือท้องเดิน
  11. เติมอาหารใส่กระบอกเพิ่มอย่าให้อาหารในกระบอกลดระดับลงจนมีอากาศในสาย เพราะอากาศจะทำให้ผู้ป่วยท้องอืดได้
  12. เมื่ออาหารกระบอกสุดท้ายเกือบหมดให้เติมน้ำและยาหลังอาหารที่เตรียมไว้ เติมน้ำ ตามอีกครั้ง จนยาไม่ติดอยู่ในสายให้อาหาร และไม่ควรมีน้ำเหลือค้างอยู่ในสาย
  13. พับสาย ปลดกระบอกให้อาหารออก เช็ดหัวต่อด้วยสำลีชุบน้ำต้มสุกปิดจุกหัวต่อให้เรียบร้อย
  14. ให้ผู้ป่วยนอนในท่าศีรษะสูงหรือนั่งพัก หลังให้อาหารต่อไปอีกประมาณ 1 ชั่วโมง

สิ่งสำคัญคือข้อควรระวังในการดูแลผู้ป่วยใส่สายให้อาหาร  ได้แก่

  1. การสำลักหรืออาเจียน จะทำให้ปลายสายให้อาหารเลื่อนออก (tube displacement) มาอยู่ในหลอดอาหาร  (esophagus) หรือเข้าไปในหลอดลม (respiratory tract) ผู้ให้อาหารควรทดสอบปลายสายก่อนให้อาหารทุกครั้ง เพื่อป้องกันการสำลัก ชอาหารเหลวเข้าไปในหลอดลม หรือหลอดอาหาร
  2. การให้อาหารทางสายเร็วเกินไป ทำให้เกิดการหดเกร็งของกระเพาะอาหาร ซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยสำลักอาหารได้
  3. อาการท้องเสีย เกิดขึ้นได้หลายสาเหตุดังนี้
  • ผู้ป่วยที่ไม่มีน้ำย่อยสำหรับย่อยนม ( lactose interance) ถ้าสูตรอาหารเหลวมีนมผสมจะทำให้ผู้ป่วยท้องเสียได้
  • สูตรอาหารที่เข้มข้นมาก ( High osmolarity formula) เป็นสาเหตุให้มีการดึงน้ำออกมาอยู่ในลำไส้มาก และเกิดอาการท้องเสียได้
  • อาหารเหลวที่มีการปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย หรือจากการเก็บอาหารเหลวไม่ถูกต้องทำให้อาหารเหลวบูด

ที่มา : http://thainurseclub.blogspot.com