neo-mune-vanila-a-827x1024
neo-mune-vanila-b-827x1024
neo-mune-vanila-c-827x1024
 
 

NEO-MUNE (Vanilla)

 

นีโอ-มูน กลิ่นวานิลลา

ให้สารอาหารดังต่อไปนี้

 

สารอาหารต่อ 100

กิโลแคลอรี่

ต่อผง

100 กรัม

ปริมาณสารอาหารใน 100 กรัมเปรียบเทียบเป็น%กับ WHO RNI*

 

ปริมาณสารอาหารใน 100 กรัมเปรียบเทียบเป็น%กับ WHO RDI***

 

พลังงาน, กิโลแคลอรี่100423.6******
โปรตีน, กรัม6.1526.07**52.14
ไขมัน, กรัม2.8512.08**18.58
คาร์โบไฮเดรต, กรัม12.4352.65**17.55
วิตามินเอ, หน่วยสากล325.54137969-8351.76
เบต้า-แคโรทีน, หน่วยสากล285.411209******
วิตามินดี, หน่วยสากล33.99144.036-7272.00
วิตามินอี, หน่วยสากล10.2543.40289-386291.28
วิตามินเค 1, ไมโครกรัม8.5036.0055-6545.00
วิตามินซี, มิลลิกรัม37.58159.2354265.33
วิตามินบี1, มิลลิกรัม0.371.58132-144105.33
วิตามินบี2, มิลลิกรัม0.241.0379-9460.59
วิตามินบี6, มิลลิกรัม0.371.5692-12078.00
วิตามินบี12, ไมโครกรัม2.259.55398477.50
กรดแพนโทธินิก, มิลลิกรัม0.602.555142.50
ไนอะซิน, มิลลิกรัม2.6211.1069-7955.50
กรดโฟลิก, ไมโครกรัม50.78215.190179.25
ไบโอติน, ไมโครกรัม42.26179.0597119.33
โคลีน, มิลลิกรัม36.59155.0******
แคลเซียม, มิลลิกรัม58.83249.219-2531.15
ฟอสฟอรัส, มิลลิกรัม22.4395.02**11.88
แมกนีเซียม, มิลลิกรัม28.05118.846-5433.94
โซเดียม, มิลลิกรัม78.49332.5**13.85
โพแทสเซียม, มิลลิกรัม99.32420.7**12.02
คลอไรด์, มิลลิกรัม81.82346.6**10.19
เหล็ก, มิลลิกรัม1.898.0127-7153.40
สังกะสี, มิลลิกรัม1.426.0086-12240.00
ทองแดง, มิลลิกรัม0.140.61**30.50
แมงกานีส, มิลลิกรัม0.190.80**22.86
ไอโอดีน, ไมโครกรัม14.0859.634039.75
คาร์นิทีน, มิลลิกรัม9.4039.80******
ทอรีน, มิลลิกรัม10.8646.01******
โครเมียม, ไมโครกรัม6.4327.25**20.96
ซีลีเนียม, ไมโครกรัม3.4214.5043-5620.71
โมลิบดีนัม, ไมโครกรัม7.9133.50**20.94

(*) WHO RNI คือสารอาหารที่ควรได้รับประจำวันตามข้อกำหนดขององค์การอนามัยโลก
(**) WHO RNI มิได้กำหนดไว้
(***) THAI RDI คือสารอาหารที่แนะนำให้บริโภคประจำวันสำหรับคนไทยอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป
(****) THAI RDI มิได้กำหนดไว้

ส่วนประกอบที่สำคัญโดยประมาณ(%โดยน้ำหนัก)
มอลโตเด็กซ์ตริน42.44 %
โซเดียม เคซีเนท18.25 %
น้ำมันเอ็มซีที6.28 %
ฟรุกโตส5.21 %
อาร์จินีน5.21 %
โพลี่เด็กซ์โตรส4.00 %
น้ำมันข้าวโพด3.48 %
กลูตามีน2.61%
น้ำมันปลา2.32%
เกลือแร่รวม1.96%
วิตามินรวม0.86%
สารควบคุมความเป็นกรด (INS 330),
อิมัลซิไฟเออร์ (INS 322(i) INS 473),
สารป้องกันการเกิดออกซิเดชั่น (INS 301 INS 304 INS 307b),
สารทำให้คงตัว (INS 452(i) INS 471 INS 1450),
สารป้องกันการจับกันเป็นก้อน (INS 341(iii) INS 421),
วัตถุให้ความหวานแทนน้ำตาล (ทรีฮาโลส)
แต่งกลิ่นสังเคราะห์

**ข้อมูลสำหรับผู้แพ้อาหาร: มีเคซีน (โปรตีนจากนม),ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง และผลิตภัณฑ์จากปลา**

  • Formula with Glutamine,Arginine and Fish oil
  • High protein enteral feeding for critically-ill patient.
  • Characteristic: Neo-Mune is a well-balanced. Nutritionally complete diet which can be used as a sole source of nutrition or as a supplement
  • It contains selected components:
  • Arginine
  • Glutamine : conditionally essential amino acid,promotes lymphocyte and macrophage proliferation
  • Fish oil : a rich source of the long chain omega-3 fatty acids EPA and DHA

คุณสมบัติของ นีโอ-มูน

  • เป็นสูตรอาหารที่มีส่วนผสมของกลูตามีน อาร์จีนีน และน้ำมันปลา
  • ให้โปรตีนสูง เป็นอาหารทางสายให้อาหารสำหรับผู้ป่วยหนัก
  • เป็นสูตรอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วน ซึ่งสามารถใช้เป็นแหล่งให้สารอาหาร หรือเป็นอาหารเสริมได้

ได้รับการรับรองระบบประกันคุณภาพ HACCP สำหรับการผลิต ผลิตภัณฑ์อาหารที่ให้ทางระบบทางเดินอาหาร
จากบริษัท เอสจีเอส (ประเทศไทย) จำกัด

Halal

สนง.คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย
กอท.ฮล. : 99 B533 002 03 53

อย. 74-1-21431-1-0003

วิธีการใช้

วิธีผสมสำหรับให้ทางสายให้อาหาร

เติมผง NEO-MUNE ลงในน้ำอุ่น คนจนละลายหรืออาจใช้เครื่องปั่นประมาณ 1-2 นาที
1 ช้อน = 8.5 กรัม 1 กรัม = 4.23 กิโลแคลอรี่

  • การเตรียมอัตราส่วน 0.5 กิโลแคลอรี่/ 1มล. ใช้ผงนีโอ-มูน 3.5 ช้อนปาดเรียบ (ประมาณ 30 กรัม) เติมน้ำอุ่นให้ครบ 250 มล.
  • การเตรียมอัตราส่วน 1 กิโลแคลอรี่/ 1มล. ใช้ผงนีโอ-มูน 7 ช้อนปาดเรียบ (ประมาณ 60 กรัม) เติมน้ำอุ่นให้ครบ 250 มล.

ความเข้มข้น

(กิโลแคลอรี่ต่อมิลลิลิตร)

NEO-MUNE

ปรับปริมาตรสุดท้าย

ให้ได้ (มิลลิลิตร)

กรัม

ช้อน

0.5

30

3.5

250

1

60

7

250

1.5

90

10.5

250

ข้อแนะนำการใช้

ใช้ตามคำแนะนำและภายใต้การดูแลของแพทย์ อาจให้ดื่มหรือให้ทางสายให้อาหาร การใช้ขึ้นอยู่กับภาวะความต้องการสารอาหารของผู้ป่วยแต่ละราย สูตรอาหารที่ผสมแล้วจะมีพลังงาน 1 กิโลแคลอรี่/ มิลลิลิตร (Osmolarity = 400 mOsm/L) จะให้โปรตีน 104 กรัม และให้พลังงาน 1694 กิโลแคลอรี่ โดยประมาณต่อ 400 กรัม (1 กระป๋อง ) การใช้สารอาหารนี้ขึ้นอยู่กับความทนได้ของผู้ป่วยแต่ละราย และควรเพิ่มปริมาณทีละน้อยๆ ตามความต้องการสารอาหาร

การเก็บรักษา

ควรใช้ให้หมดภายใน 12 ชั่วโมง หลังจากผสม ถ้ายังไม่ใช้ทันทีหลังผสมให้เก็บไว้ในภาชนะปิดฝาและเก็บไว้ในตู้เย็น

*อาหารทางการแพทย์ใช้ตามคำแนะนำของแพทย์*

ตารางผสม อาหารทางการแพทย์ Neo-Mune (นีโอ-มูน)

 

0.5 กิโลแคลอรี่/มิลลิลิตร

1 กิโลแคลอรี่/มิลลิลิตร

น้ำหนักผง

ปริมาณผง

ผสมน้ำให้ได้

ได้พลังงาน

น้ำหนักผง

ปริมาณผง

ผสมน้ำให้ได้

ได้พลังงาน

(กรัม)

(ช้อน)

(มิลลิลิตร)

(กิโลแคลอรี่)

(กรัม)

(ช้อน)

(มิลลิลิตร)

(กิโลแคลอรี่)

24.0

2.8

200

100

48.0

5.6

200

200

30.0

3.5

250

125

60.0

7.1

250

250

36.0

4.2

300

150

71.9

8.5

300

300

42.0

4.9

350

175

83.9

9.9

350

350

48.0

5.6

400

200

95.9

11.3

400

400

54.0

6.3

450

225

107.9

12.7

450

450

60.0

7.1

500

250

119.9

14.1

500

500

1.2 กิโลแคลอรี่/มิลลิลิตร

1.5 กิโลแคลอรี่/มิลลิลิตร

น้ำหนักผง

ปริมาณผง

ผสมน้ำให้ได้

ได้พลังงาน

น้ำหนักผง

ปริมาณผง

ผสมน้ำให้ได้

ได้พลังงาน

(กรัม)

(ช้อน)

(มิลลิลิตร)

(กิโลแคลอรี่)

(กรัม)

(ช้อน)

(มิลลิลิตร)

(กิโลแคลอรี่)

58.0

6.8

200

242

71.9

8.5

200

300

71.9

8.5

250

300

89.9

10.6

250

375

86.1

10.1

300

359

107.9

12.7

300

450

101.0

11.9

350

421

125.9

14.8

350

525

115.1

13.5

400

480

143.9

16.9

400

600

129.0

15.2

450

538

161.9

19.1

450

675

143.9

16.9

500

600

179.9

21.2

500

750

 

หมายเหตุ  นีโอ-มูน 1 ช้อน หนักประมาณ 8.5 กรัม ให้พลังงานประมาณ 35.44  กิโลแคลอรี่

อาหารทางการแพทย์สำหรับผู้ป่วยมะเร็ง

ทำไมผู้ป่วยมะเร็งถึงกินอาหารได้น้อยและอาหารทางการแพทย์จะช่วยอย่างไร ?

Thai-Otsuka-2A-1200x900

ผู้ป่วยมะเร็งมักมีปัญหาด้านโภชนาการ ขาดสารอาหาร ทำให้การรักษาไม่สามารถทำได้อย่างต่อเนื่องและขาดประสิทธิภาพ ส่งผลต่อความสำเร็จในการรักษา ดังนั้นผู้ป่วยมะเร็งจึงจำเป็นต้องได้รับสารอาหารที่มีโปรตีน และพลังงานสูง แต่เนื่องด้วยพยาธิสภาพและการรักษา เช่น เคมีบำบัด การฉายแสง ซึ่งส่งผลต่อการกินของผู้ป่วยมะเร็งโดยตรง อาหารทางการแพทย์จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูโภชนาการให้กับผู้ป่วยมะเร็งเพื่อส่งเสริมภาวะโภชนาการที่ดีและการรักษาที่ต่อเนื่อง คลิ๊กอ่านต่อ

อาหารสู้มะเร็ง

Picture-G-1920x1080

ผู้ป่วยมะเร็งส่วนใหญ่จะได้รับโปรตีนไม่เพียงพอ เนื่องจาก พยาธิสภาพของโรคและผลข้างเคียงจากการรักษา รวมถึงความเข้าใจผิดเรื่องอาหารโปรตีนทำให้เซลล์มะเร็งโตขึ้น หลายคนจึงไม่ประสบความสำเร็จในการรักษา โปรตีนจึงเป็นสารอาหารสำคัญที่ผู้ป่วยมะเร็งขาดไม่ได้ การได้รับโปรตีนที่เพียงพอ จะช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกร็ดเลือด ทำให้ภูมิต้านทานของร่างกายดีขึ้น ป้องกันการติดเชื้อ และยังช่วยให้ร่างกายตอบสนองต่อการรักษาด้วยเคมีบำบัด และการฉายรังสีดีขึ้น ในกรณีที่มีการผ่าตัดร่วมด้วยจะช่วยส่งเสริมการหายของแผลอีกด้วย คลิ๊กอ่านต่อ 

ผู้ป่วยมะเร็งต้องการโปรตีนสูงกว่าภาวะปกติ โดยต้องการวันละประมาณ 1.2 กรัม ต่อ น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม หรืออาจเพิ่มขึ้นตามภาวะโภชนาการของร่างกายในขณะนั้น เทียบกับภาวะปกติร่างกายต้องการโปรตีนเพียง 1 กรัม ต่อ น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม การดูแลให้ได้รับโปรตีนที่มีคุณภาพ และได้รับสารอาหารกลุ่มพลังงานกลุ่มอื่น คือ คาร์โบไฮเดรต  ไขมัน ที่เหมาะสมจะช่วยส่งเสริมให้ผู้ป่วยมะเร็ง ได้รับปริมาณโปรตีนและพลังงานเพียงพอต่อวัน คลิ๊ก อ่านต่อ

งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

Comparison of a immunonutrition formula enriched arginine, glutamine and omega-3 fatty acid, with a currently high-enriched enteral nutrition for trauma patients. Click here

Randomized study of antiinflammatory and immune-modulatory effects of enteral immunonutrition during concurrent chemoradiotherapy for esophageal cancer. Click here

Immunonutrition and cytokine response in patients with head injury. Click here

Metabolic and immune effects of dietary arginine, glutamine and omega-3 fatty acids supplementation in immunocompromised patients. Click here

คำถามผลิตภัณฑ์

1. ผู้ที่ขาดสารอาหาร
2. ผู้ป่วยหนัก เช่น ผู้ที่ต้องได้รับการผ่าตัดใหญ่,ผู้ป่วยอุบัติเหตุ
3. ผู้ป่วยที่มีความต้องการโปรตีนสูง เช่น ผู้ป่วยมะเร็ง,ผู้ป่วยไฟไหม้,ผู้ป่วยทีมีภูมิคุ้มกันต่ำ

NEO-MUNE เป็นผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง
เนื่องจาก
– เซลล์มะเร็ง มีการดึงโปรตีนในร่างกายไปใช้ในการเจริญเติบโต
– ผู้ป่วยมะเร็งมักจะทานอาหารไม่ได้
จึงทำให้ผู้ป่วยมะเร็งเกิดภาวะขาดโปรตีนได้
ดังนั้น หากไม่มีการรับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูงเพิ่มเติมจะส่งผลทำให้ภาวะโภชนาการของผู้ป่วยแย่ลง ร่างกายอ่อนแอ และภูมิคุ้มกันต่ำลง รักษาได้ไม่เต็มที่ และไม่ต่อเนื่อง

ในภาวะปกติกลูตามีน ไม่ใช่อะมิโนแอซิด จำเป็นกับร่างกาย แต่ในภาวะเจ็บป่วย กลูตามีนจะกลายมาเป็นสารอาหารที่จำเป็นสำหรับผู้ป่วยมาก
เนื่องจาก ช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในผู้ป่วยได้ โดยเป็นแหล่งพลังงานสำคัญของเซลล์ระบบภูมิคุ้มกันที่ใช้ในการแบ่งตัว ให้แบ่งตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

เป็นกรดอะมิโนแอซิดที่จะช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในผู้ป่วยได้ ทำให้มีการแบ่งตัวอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้แผลหายเร็วขึ้น เกิดการติดเชื้อลดลง

ช่วยให้มีการสร้างสารที่ช่วยลดการกดภูมิคุ้มกัน และช่วยลดการอักเสบ

เป็นอาหารทางการแพทย์ ที่ให้สารอาหารครบถ้วน 5 หมู่
นอกจากนี้ยังมีสารอาหารที่ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้อีก 3 ชนิด คือ กลูตามีน,อาร์จินีน,น้ำมันปลา
เหมาะสำหรับ ผู้ป่วยหนัก,ผ่าตัด,เสี่ยงต่อการติดเชื้อ,ผู้ที่ต้องการโปรตีนสูง
NEO-MUNE ช่วยให้ผู้ป่วยได้รับสารอาหารครบถ้วน,ลดการติดเชื้อ,เพิ่มภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยดีขึ้น และช่วยทำให้แผลหายเร็วขึ้น

Neo-Mune 1 ช้อน ประมาณ 8.5 กรัม 1 ช้อน ให้พลังงาน 35.44 kcal
1. ผสมทั่วไป
ผสม 7 ช้อน (60 กรัม) ให้ได้ปริมาตร 250 มล.ให้พลังงาน 250 kcal (1kcal/ml)
ให้โปรตีน 15.66 กรัม ดื่มทดแทนมื้ออาหารในมื้อที่ทานได้น้อย หรือทานอาหารไม่ได้เลย แต่ถ้าทานอาหารได้ ดื่มวันละ 1-2 แก้วเสริมจากมื้ออาหาร
2.ให้ทางสายยางให้อาหาร
ตัวอย่างเช่น ถ้าให้ Neo-Mune ที่ความเข้มข้นที่ 1 กิโลแคลอรี่/1 มิลลิลิตร ปริมาตรที่ให้คือ 300 มิลลิลิตร จะใช้นมทั้งหมด 300/35.44 เท่ากับ 8.5 ช้อน
โดยให้ผสมแล้วได้ปริมาตรที่ 300 มิลลิลิตร

** ใช้น้ำอุ่นในการชง

สามารถดูตารางการชงผลิตภัณฑ์ได้ที่วิธีการใช้

1. กรณีทานปกติ แนะนำให้ชงจางเพื่อลดความเข้มข้น โดยเริ่มจาก 4 ช้อน 250 ซีซี เมื่อดีขึ้นค่อยเพิ่มขึ้นทีละช้อน
2. กรณี Feed ให้ลดความเข้มข้นของอาหารเป็น 0.5 กิโลแคลอรี่ /1 มิลลิลิตร

สามารถดูตารางการชงผลิตภัณฑ์ได้ที่วิธีการใช้

การกระจายพลังงาน โปรตีน:ไขมัน:คาร์โบไฮเดรต คือ 25%:25%:50%

สารอาหารสำคัญ ได้แก่

1. คาร์โบไฮเดรต
-เด็กตรินซ์ 45.17% เป็นคาร์โบไฮเดรตคุณภาพดี ย่อย ดูดซึมได้ง่าย รสชาดดี
– โพลีเด็กซ์โตรส 4% เป็นใยอาหารที่ละลายน้ำได้ทำให้เซลล์ลำไส้แข็งแรง และมีการบีบตัวดีขึ้น
– ฟรุกโตส 10% เหมาะสำหรับผู้ป่วยหนักที่มีภาวะดื้อต่ออินซูลิน หรือผู้ป่วยเบาหวาน และทำให้รสชาดดี ดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดและเซลล์ได้ดี ไม่ต้องผ่านการควบคุมของฮอร์โมนอินซูลิน
2.ไขมัน
– MCT Oil (มาจากน้ำมันมะพร้าว) 50% เป็นน้ำมันที่สามารถดูดซึมได้ดีโดยไม่ต้องผ่านการย่อย
– น้ำมันข้าวโพด 30% เป็นน้ำมันที่ให้กรดไขมันจำเป็นในกลุ่มโอเมก้า 6
– น้ำมันปลา (fish Oil) เป็นน้ำมันที่ให้กรดไขมันจำเป็นในกลุ่มโอเมก้า 3 และช่วยต้านการอักเสบและลดการกดภูมิคุ้มกันในร่างกาย
3.โปรตีน
– โปรตีนสกัดจากนมวัวชื่อ เคซีน 70% ซึ่งเป็นโปรตีนที่มีคุณค่าสารอาหารสูงถูกย่อยดูดซึมได้ง่าย
– มีอะมิโน แอซิด ชื่อ กลูตามีน 10% เป็นแหล่งพลังงานของเซลล์ภูมิคุ้มกันในร่างกาย
– มีอะมิโน แอซิด ชื่อ อาร์จินีน 20% กระตุ้นให้เซลล์ภูมิคุ้มกันมีการแบ่งตัวอย่างมีประสิทธิภาพ
4. วิตามินและเกลือแร่ วิตามินเกลือแร่ครบถ้วนมีแอนตี้ออกซิแดนซ์รวมถึงแร่ธาตุสังกะสี มีส่วนช่วยเรื่องภูมิคุ้มกันและให้แผลหายเร็วขึ้น

ผลิตภัณฑ์อยู่ในรูปแบบผง
บรรจุภัณฑ์เป็นแบบกระป๋องขนาด 400 กรัม
ซื้อได้ที่ร้าน Pure ในบิ๊กซี และ ร้านค้าใกล้บ้าน

– ผู้มีการแพ้ต่อส่วนประกอบ
– ทางเดินอาหารไม่ทำงานโดยสมบูรณ์
– กรณีผู้ทีมีความผิดปกติในด้าน เมตาบอลิซึม อื่นๆ ที่เป็นเรื่องเฉพาะโรค เช่น โรคไตวาย ตับวาย ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้

หลักการให้อาหารทางสายให้อาหาร

การให้อาหารทางสายยาง หมายถึง การให้อาหาร (Nutrients) เข้าสู่ระบบทางเดินอาหาร (Gastrointestinal system) โดยผ่านทางสาย (Tube) ในผู้ป่วยที่ไม่สามารถรับประทานอาหารได้ทางปาก แต่ระบบทางเดินอาหารยังคงสามารถย่อยและดูดซึมอาหารได้ ( functional GI tract) นั่นหมายถึงการย่อยและการดูดซึมอาหารทำงานได้เป็นปกติดีแต่อาจมีปัญหาอื่นๆ เช่น กลืนลำบาก, กลืนแล้วสำลัก, ร่างกายอ่อนเพลียมาก, รับประทานอาหารไม่ได้ หรือรับประทานอาหารได้ไม่เพียงพอ, ขาดอาหาร, ผู้ป่วยที่ไม่รู้สึกตัว เช่น มีโรคทางสมอง หรือได้รับการผ่าตัดเกี่ยวกับปาก เป็นต้น

รูปแบบของการใส่สายให้อาหาร มีดังนี้ 

  • Nasogastric tube feeding เป็นการให้อาหารทางสายที่ใส่ผ่านจากรูจมูกถึงกระเพาะอาหาร
  • Orogastric Tube feeding  เป็นการใส่สายให้อาหารเข้าทางปาก ผ่านหลอดอาหารเข้าไปในกระเพาะอาหาร ส่วนมากจะทำในผู้ป่วยเด็กทารกแรกเกิดที่มีน้ำหนักตัวน้อย เพื่อให้นมผสม เนื่องจากเด็กทารกรูจมูกจะเล็กและบางมาก การใส่สายให้อาหารทางรูจมูก อาจทำให้ traumaต่อเยื่อบุจมูกและทำให้เด็กหายใจไม่สะดวก
  • Gastrostomy tube feeding เป็นการให้อาหารทางสายที่เจาะผ่านทางหน้าท้องเข้าไปในกระเพาะอาหาร ในผู้ป่วยที่ไม่สามารถใส่สายผ่านทางหลอดอาหารได้ เนื่องจากมีการอุดตันของหลอดอาหาร หรือมีการตัดกระเพาะอาหารออกบางส่วน รวมถึงผู้ป่วยที่จำเป็นต้องให้อาหารทางสายเป็นเวลานาน

ในผู้ป่วยที่ยังคงต้องให้อาหารผ่านทางสายให้อาหารที่บ้าน ญาติจะต้องเรียนรู้วิธีการเตรียมอาหารเหลวและวิธีการให้อาหารทางสายให้อาหารแก่ผู้ป่วย ตลอดจนการสังเกตอาการของผู้ป่วย ขณะให้อาหารด้วย

รูปแบบการให้อาหารทางสายให้อาหาร  มีดังนี้

  1. Intermittent enteral tube feeding เป็นการให้อาหารทางสายอาหารเป็นครั้งคราววันละ4-6ครั้ง ส่วนใหญ่มักจะให้ตามมื้อของอาหาร เพื่อให้เป็นไปตามแบบแผนการดำเนินชีวิตในการรับประทานอาหารของคนทั่วไป คือ อาหารมื้อเช้า กลางวัน เย็น และในกรณีที่อาหารเหลวมีปริมาณมาก อาจจะแบ่งเป็น 4มื้อ คือมื้อก่อนนอนด้วย ส่วนระหว่างมื้ออาจจะให้น้ำเปล่า เพื่อให้ร่างกายได้รับน้ำเพียงพอ
  2. Continuous enteral tube feeding เป็นการให้อาหารทางสายให้อาหารแบบต่อเนื่อง โดยให้หยดทางสายให้อาหารช้า ๆ ในผู้ป่วยที่ไม่สามารถรับอาหารเหลวได้ทีละจำนวนมากๆ เช่น ในรายที่มีปัญหาในการย่อยและดูดซึม วิธีการให้อาหารแบบ continuous feeding จะต้องใช้อุปกรณ์ที่เป็นสายและมี clamp สำหรับปรับอัตราหยด โดยจะต้องควบคุมให้หยดช้าๆ และต่อเนื่องในเวลาที่กำหนด หรืออาจจะควบคุมจำนวนหยดด้วยเครื่อง (Infusion pump)

วิธีการให้อาหารทางสายให้อาหาร มีดังนี้

  1. เตรียมของเครื่องใช้ในการให้อาหารทางสายยาง อาหารเหลวที่เตรียมให้ผู้ป่วย รวมทั้งยาของผู้ป่วยที่มีให้หลังอาหารให้พร้อม
  2. จัดท่านอนให้ผู้ป่วยศีรษะอยู่สูงอย่างน้อย45องศา ในรายที่ผู้ป่วยไม่รู้สึกตัวควรให้หนุนหมอน ตั้งแต่หลังจนถึงศีรษะโดยใช้หมอน2ใบใหญ่หรือจัดให้ผู้ป่วยนั่งพิงพนักเตียงหรือให้นั่งเก้าอี้
  3. ผู้ที่จะให้อาหารต้องล้างมือให้สะอาดตามวิธีการล้างมือที่ถูกวิธี
  4. ในผู้ป่วยที่เจาะคอมีท่อหายใจ ให้ดูดเสมหะในหลอดลมคอก่อนเพื่อป้องกันผู้ป่วยไอ จากการมีเสมหะมาก ขณะให้อาหารทางสายให้อาหารเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนปอดอักเสบจากการสำลักอาหาร และล้างมื้ออย่างถูกวิธี
  5. ดึงจุกที่ปิดหัวต่อปลายสายให้อาหารออก ขณะเดียวกันใช้นิ้ว พับสายคีบเอาไว้ เพื่อป้องกันลมเข้ากระเพาะอาหารผู้ป่วย เพราะจะทำให้ผู้ป่วยท้องอืดได้
  6. ใช้สำลีชุบน้ำต้มสุก เช็ดบริเวณจุกให้อาหารทางสายยาง
  7. เอากระบอกให้อาหาร พร้อมลูกสูบต่อกับหัวต่อและปล่อยนิ้วที่คีบสายออก ทำการทดสอบดูว่า ปลายสายยางให้อาหาร ยังอยู่ในกระเพาะอาหารหรือไม่โดย
  8. ใช้กระบอกให้อาหารดูดอาหารหรือน้ำออกจากพระเพาะ ถ้ามีมากเกิด 50ซีซี ให้ดันอาหาร น้ำกลับคืนไปอย่างช้าๆ และเลื่อนเวลาออกไปครั้งละ 1ชั่วโมง แล้วมาทดสอบดูใหม่ ถ้ามีไม่เกิน 50ซีซี ให้ดันอาหารน้ำกลับคืนไปอย่างช้าๆ และให้อาหารได้ ถ้าดูดออกมาแล้ว ไม่มีอาหารตามขึ้นมาเลย ให้ดูดลมเข้ามาในกระบอกอาหาร ประมาณ 20ซีซี แล้วต่อเข้ากับสายให้อาหาร พร้อมกับเอาฝ่ามืออีกด้านหนึ่ง หรือหูแนบเข้ากับใต้ชายโครงด้านซ้าย ดันลมในกระบอกให้เข้าไปในกระเพาะอาหารอย่างช้า ถ้าสายอยู่ในกระเพาะอาหาร จะรู้สึก หรือได้ยินเสียงลมเข้าไปในกระเพาะอาหาร จากนั้นให้ดูดลมออกด้วย อาจจะประมาณ 20ซีซี ถ้าดูดออกมาแล้วได้ของเหลวสีน้ำตาลเข้ม ๆ ควรปรึกษาแพทย์ เพราะผู้ป่วยอาจมีปัญหาแผลในกระเพาะอาหารได้
  9. พับสายยาง ปลดกระบอกให้อาหารออก เอาลูกสูบออกจากกระบอกแล้วต่อกระบอกเข้ากับสายให้อาหารใหม่ หรือถ้าใช้เซตให้อาหารทางสายให้อาหาร ต่อสายเข้ากับ สายให้อาหารได้เลย
  10. เทอาหารใส่กระบอกครั้งละประมาณ50ซีซี ยกกระบอกให้สูงกว่าผู้ป่วยประมาณ 1ฟุต ปล่อยให้อาหารไหลตามสายช้าๆ อย่าให้อาหารไหลเร็ว ถ้าเร็วมากต้องลดกระบอกให้ต่ำลง เพราะการให้อาหารเร็วมากเกินไป จะทำให้ผู้ป่วยคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง หรือท้องเดิน
  11. เติมอาหารใส่กระบอกเพิ่มอย่าให้อาหารในกระบอกลดระดับลงจนมีอากาศในสาย เพราะอากาศจะทำให้ผู้ป่วยท้องอืดได้
  12. เมื่ออาหารกระบอกสุดท้ายเกือบหมดให้เติมน้ำและยาหลังอาหารที่เตรียมไว้ เติมน้ำ ตามอีกครั้ง จนยาไม่ติดอยู่ในสายให้อาหาร และไม่ควรมีน้ำเหลือค้างอยู่ในสาย
  13. พับสาย ปลดกระบอกให้อาหารออก เช็ดหัวต่อด้วยสำลีชุบน้ำต้มสุกปิดจุกหัวต่อให้เรียบร้อย
  14. ให้ผู้ป่วยนอนในท่าศีรษะสูงหรือนั่งพัก หลังให้อาหารต่อไปอีกประมาณ 1 ชั่วโมง

สิ่งสำคัญคือข้อควรระวังในการดูแลผู้ป่วยใส่สายให้อาหาร  ได้แก่

  1. การสำลักหรืออาเจียน จะทำให้ปลายสายให้อาหารเลื่อนออก (tube displacement) มาอยู่ในหลอดอาหาร  (esophagus) หรือเข้าไปในหลอดลม (respiratory tract) ผู้ให้อาหารควรทดสอบปลายสายก่อนให้อาหารทุกครั้ง เพื่อป้องกันการสำลัก ชอาหารเหลวเข้าไปในหลอดลม หรือหลอดอาหาร
  2. การให้อาหารทางสายเร็วเกินไป ทำให้เกิดการหดเกร็งของกระเพาะอาหาร ซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยสำลักอาหารได้
  3. อาการท้องเสีย เกิดขึ้นได้หลายสาเหตุดังนี้
  • ผู้ป่วยที่ไม่มีน้ำย่อยสำหรับย่อยนม ( lactose interance) ถ้าสูตรอาหารเหลวมีนมผสมจะทำให้ผู้ป่วยท้องเสียได้
  • สูตรอาหารที่เข้มข้นมาก ( High osmolarity formula) เป็นสาเหตุให้มีการดึงน้ำออกมาอยู่ในลำไส้มาก และเกิดอาการท้องเสียได้
  • อาหารเหลวที่มีการปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย หรือจากการเก็บอาหารเหลวไม่ถูกต้องทำให้อาหารเหลวบูด

ที่มา : http://thainurseclub.blogspot.com