gen-new-a-827x1024
gen-new-b-827x1024
gen-new-c-827x1024
B-a-2-960x600-2.5kg-B70C20-D
 
 

GEN-DM

เจ็น-ดีเอ็ม

(ฆอ.767/2560)

 

เจ็น-ดีเอ็ม

ให้สารอาหารดังต่อไปนี้

 

สารอาหารต่อ 100

กิโลแคลอรี่

ต่อผง

40 กรัม

ต่อผง

100 กรัม

ปริมาณสารอาหารใน 40กรัมเปรียบเทียบเป็น%กับ WHO RNI*

 

ปริมาณสารอาหารใน 100 กรัมเปรียบเทียบเป็น%กับ WHO RNI*

 

พลังงาน, กิโลแคลอรี่100180.28450.7****
โปรตีน, กรัม4.237.6219.05****
คาร์โบไฮเดรต, กรัม13.1423.6859.2****
ไขมัน, กรัม3.396.1215.3****
เอฟโอเอส (FOS), กรัม0.931.684.2****
วิตามินเอ, หน่วยสากล250.72452113023-2757-68
วิตามินดี, หน่วยสากล20.0636.1690.49-1823-45
วิตามินอี, หน่วยสากล1.502.76.7818-2445-60
วิตามินซี, มิลลิกรัม7.5213.5633.93075
วิตามินบี 1, มิลลิกรัม0.200.360.930-3375-82
วิตามินบี 2, มิลลิกรัม0.200.360.928-3369-82
วิตามินบี 6, มิลลิกรัม0.200.360.921-2853-69
วิตามินบี 12, ไมโครกรัม0.601.082.7145113
กรดแพนโทธินิก, มิลลิกรัม1.001.814.523690
ไนอะซิน, มิลลิกรัม2.013.629.0423-2657-65
กรดโฟลิก, มิลลิกรัม0.040.070.183075
ไบโอติน, มิลลิกรัม0.030.0560.14187467
วิตามินเค 1, ไมโครกรัม15.0427.1267.842-49104-123
โคลีน, มิลลิกรัม25.0745.2113****
แคลเซียม, มิลลิกรัม50.1490.42267-917-23
ฟอสฟอรัส, มิลลิกรัม50.1490.4226****
แมกนีเซียม, มิลลิกรัม20.0636.1690.414-1635-41
โซเดียม, มิลลิกรัม70.11126.4316****
โพแทสเซียม, มิลลิกรัม130.46235.2588****
คลอไรด์, มิลลิกรัม100.29180.8452****
เหล็ก, มิลลิกรัม1.602.897.2310-2625-64
สังกะสี, มิลลิกรัม0.801.453.6221-3052-74
ทองแดง, มิลลิกรัม0.100.180.45****
แมงกานีส, มิลลิกรัม0.200.360.9****
ไอโอดีน, ไมโครกรัม7.5213.5633.9923
คาร์นิทีน, มิลลิกรัม13.9825.263****
ทอรีน, ไมโครกรัม3.686.6416.6****
โครเมียม, ไมโครกรัม5.5510.025****
ซีลีเนียม, ไมโครกรัม3.336.01518-2344-58
โมลิบดินัม, ไมโครกรัม7.5413.634****
แลคโตส , กรัม000****

(*) WHO RNI คือ สารอาหารที่ควรได้รับประจำวันตามข้อกำหนดขององค์การอนามัยโลก
(**) WHO RNI มิได้กำหนดไว้

ส่วนประกอบที่สำคัญโดยประมาณ(%โดยน้ำหนัก)
มอลโตเด็กซ์ตริน41.00 %
น้ำมันถั่วเหลือง15.30 %
โซเดียมเคซิเนท10.70 %
โปรตีนจากถั่วเหลือง10.70 %
ฟรุกโตส9.00 %
โพลี่เด็กซ์โตรส5.00 %
ฟรุคโตโอลิโกแซคคาไรด์4.20 %
เกลือแร่รวม2.36%
วิตามินรวม0.19%
คาร์นิทีน0.06%
แต่งกลิ่นสังเคราะห์
อิมัลซิไฟเออร์ (INS 322(i) INS 473),
สารป้องกันการเกิดออกซิเดชั่น (INS 307b),
สารควบคุมความเป็นกรด (INS 261(i))

**ข้อมูลสำหรับผู้แพ้อาหาร: มีเคซีน (โปรตีนจากนม) และผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง**

เจ็น-ดีเอ็ม

  • ผสมโปรตีนจากถั่วเหลือง
  • ผสมฟรุกโตส
  • ผสมฟรุกโตโอลิโกแซคคาไรด์ (เอฟโอเอส)
  • ผสมคาร์นิทีน
  • ผสมโครเมียม

คุณสมบัติของ เจ็น-ดีเอ็ม

  • ให้พลังงานและสารอาหารต่างๆครบถ้วน
  • ไม่เติมน้ำตาลทราย
  • ไม่มีแลคโตส
  • มีคาร์นิทีน ซึ่งจำเป็นต่อการเผาผลาญไขมันให้เกิดพลังงาน
  • ใช้ดื่มหรือให้ทางสายให้อาหาร

ได้รับการรับรองระบบประกันคุณภาพ HACCP สำหรับการผลิต ผลิตภัณฑ์อาหารที่ให้ทางระบบทางเดินอาหาร
จากบริษัท เอสจีเอส (ประเทศไทย) จำกัด 

Halal

สนง.คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย
กอท.ฮล. : 99 B533 003 03 53

อย. 74-1-21431-1-0004

วิธีการใช้

วิธีผสมดื่ม

ใช้ผง เจ็น-ดีเอ็ม 5 ช้อนตวง (40 กรัม) เติมน้ำอุ่นครึ่งแก้ว (120 มล.) คนให้เข้ากัน เติมน้ำให้ครบ (200 มล.) คนให้เข้ากันจะได้พลังงาน 180 กิโลแคลอรี่

วิธีผสมสำหรับให้ทางสายให้อาหาร

ในการเตรียมที่ความเข้มข้น 1 กิโลแคลอรี่ /มล. ใช้ผง เจ็น-ดีเอ็ม 222 กรัม ผสมกับน้ำให้ครบ 1000 มล. (1ช้อนตวง = 8 กรัม) (ออสโมลาริตี้ 350 mOsm/L)

  • สำหรับคนปกติ
  • ผู้ที่ต้องการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
  • ผู้ป่วยที่ต้องการอาหารทางสายให้อาหาร
  • ผู้ที่เป็นเบาหวาน
  • ผู้ที่มีระดับโคเลสเตอรอลสูงในเลือด

ข้อควรระวัง

  1. เมื่อมีความจำเป็นต้องเตรียม เจ็น-ดีเอ็ม ในคราวเดียวกันหลายๆมื้อต้องเก็บไว้ในตู้เย็นและใช้ให้หมดภายใน 24 ชั่วโมง
  2. เมื่อตั้งทิ้งไว้ระยะหนึ่งอาจเกิดการแยกชั้นได้ ก่อนนำมาใช้ควรเขย่าหรือคนให้เป็นเนื้อเดียวกันก่อน
  3. ใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์
  4. ผู้เป็นเบาหวานที่มีภาวะแทรกซ้อน เช่น โรคไต ให้ปรึกษาแพทย์

การเก็บรักษา

ปิดฝาให้แน่นหลังจากเปิดใช้ทุกครั้ง เก็บไว้ในที่แห้งและเย็น ควรใช้หมดภายใน1 เดือน

*อาหารทางการแพทย์ใช้ตามคำแนะนำของแพทย์*

ตารางผสม อาหารทางการแพทย์ GEN-DM (เจ็น-ดีเอ็ม)

0.5 กิโลแคลอรี่/มิลลิลิตร

กิโลแคลอรี่/มิลลิลิตร

น้ำหนักผง

ปริมาณผง

ผสมน้ำให้ได้

ได้พลังงาน

น้ำหนักผง

ปริมาณผง

ผสมน้ำให้ได้

ได้พลังงาน

(กรัม)

(ช้อน)

(มิลลิลิตร)

(กิโลแคลอรี่)

(กรัม)

(ช้อน)

(มิลลิลิตร)

(กิโลแคลอรี่)

11.1

1.4

100

50

22.2

2.8

100

100

22.2

2.8

200

100

44.4

5.6

200

200

27.8

3.5

250

125

55.6

6.9

250

250

33.3

4.2

300

150

66.7

8.3

300

300

38.9

4.9

350

175

77.8

9.7

350

350

44.4

5.6

400

200

88.9

11.1

400

400

55.6

6.9

500

250

111.1

13.8

500

500

1.2 กิโลแคลอรี่/มิลลิลิตร

1.5 กิโลแคลอรี่/มิลลิลิตร

น้ำหนักผง

ปริมาณผง

ผสมน้ำให้ได้

ได้พลังงาน

น้ำหนักผง

ปริมาณผง

ผสมน้ำให้ได้

ได้พลังงาน

(กรัม)

(ช้อน)

(มิลลิลิตร)

(กิโลแคลอรี่)

(กรัม)

(ช้อน)

(มิลลิลิตร)

(กิโลแคลอรี่)

26.7

3.3

100

120

33.3

4.2

100

150

53.3

6.7

200

240

66.7

8.3

200

300

66.7

8.3

250

300

83.3

10.4

250

375

80

10

300

360

100

12.5

300

450

93.3

11.7

350

420

116.7

14.6

350

525

106.7

13.3

400

480

133.3

16.7

400

600

133.3

16.7

500

600

166.7

20.8

500

750

หมายเหตุ เจ็น-ดีเอ็ม อาหารสูตรเบาหวานและควบคุมโคเลสเตอรอล 1 ช้อน หนักประมาณ 8 กรัม ให้พลังงานประมาณ 36 กิโลแคลอรี่

รู้จักอาหารน้ำตาลคุมไม่ยาก

Thai-Otsuka-9A-1200x900

ผู้ป่วยเบาหวานมักพบปัญหาการคุมน้ำตาลไม่ได้ เนื่องมาจากการไม่เข้าใจเรื่องอาหาร ส่งผลต่อพฤติกรรมการกินที่ไม่ถูกต้อง เมื่อไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้เป็นเวลานาน จะเกิดภาวะแทรกซ้อนมากมายตามมา เช่น โรคไต, แผลเรื้อรัง, ตา เป็นต้น  นอกจากนี้ยังเป็นปัญหาต่อการปรับยาของแพทย์ทำให้ผู้ป่วยมีความเสี่ยงสูง ที่จะเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำหรือภาวะน้ำตาลในเลือดสูงได้ การรู้จักเลือกและพร้อมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินจึงเป็นกุญแจสำคัญในการคุมน้ำตาลของผู้ป่วยเบาหวาน คลิ๊กอ่านต่อ

ใส่ใจค่าดัชนีน้ำตาล… เบาหวานคุมได้

Picture-I-1920x1080

อาหารที่ส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดน้อยย่อมเป็นผลดีต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ศาสตร์ทางโภชนาการจึงได้วัดระดับน้ำตาลในเลือดหลังทานอาหารชนิดนั้นว่าส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดมากน้อยเพียงใดซึ่งเรียกว่าค่าดัชนีน้ำตาลในอาหารหรือที่รู้จักกันว่า ค่า Glycemic Index (GI) การเลือกอาหารที่มีค่า GI ต่ำคือ มีค่า GI ต่ำกว่า 55 จะช่วยส่งเสริมการรักษาเบาหวานให้มีประสิทธิภาพและสามารถลดการใช้ยาได้อย่างต่อเนื่อง คลิ๊กอ่านต่อ 

เมนูอาหารว่างสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน

Coconut-1200x900โดย   นวลพรรณ  บางทิพย์
โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่
ส่วนประกอบ
  • อาหารสูตรเบาหวานและควบคุมโคเลสเตอรอล 40 กรัม ( 5 ช้อนตวง )
  • มะพร้าวน้ำหอม 1 ลูก
  • น้ำตาลเทียม 50 กรัม
  • ผงวุ้น 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำเปล่า
วิธีทำ
  1. นำผงวุ้นไปละลายในน้ำประมาณ 100 ซีซี แล้วนำไปต้มให้ละลาย  จากนั้นเติมน้ำตาลเทียมคนให้เข้ากันดีแล้วปล่อยให้อุ่นเล็กน้อย
  2. เติม อาหารสูตรเบาหวานและควบคุมโคเลสเตอรอล ลงในข้อ 1 แล้วคนให้ละลาย
  3. เทน้ำมะพร้าวออกจากลูกมะพร้าว แล้วนำส่วนผสมในข้อ 2 มาผสมให้เข้ากันจากนั้นเทลงในลูกมะพร้าวรอให้วุ้นแข็งตัวหรือนำไปแช่ตู้เย็นก็ได้
ประโยชน์ของเมนู

เครื่องดื่มนี้เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นโรคเบาหวานหรือผู้ที่กำลังลดน้ำหนัก และยังช่วยเพิ่มพลังงานให้กับร่างกาย

หมายเหตุ

ส่วนประกอบนี้สามารถแบ่งเสิร์ฟได้ 2 ที่

เมนูนี้ให้พลังงานโดยประมาณ 224  กิโลแคลอรี่ และคาร์โบไฮเดรตประมาณ 34 กรัม

Banana-1200x900โดย  คุณกรรณิการ์  ตั้งมั่นจิตเจริญ
สถาบันโรคทรวงอก
ส่วนประกอบ
  • อาหารสูตรเบาหวานและควบคุมโคเลสเตอรอล  40 กรัม ( 5 ช้อนตวง )
  • งาดำ  2  กรัม
  • กล้วยหอม  1/2 ลูก
  • น้ำเปล่า 100 ซีซี
  • น้ำแข็งบด 1 ถ้วย
วิธีทำ
  1. นำงาดำไปคั่วไฟอ่อนให้หอม
  2. ละลาย อาหารสูตรเบาหวานและควบคุมโคเลสเตอรอล ในน้ำเปล่า 100 ซีซีจากนั้นนำไปใส่เครื่องปั่น
  3. หั่นกล้วยหอมเป็นชิ้นเล็กๆใส่ตามลงไปในเครื่องปั่น ปั่นพร้อมส่วนผสมในข้อ 2
  4. เติมงาดำและน้ำแข็งในเครื่องปั่นจนละเอียด
  5. นำส่วนผสมในข้อ 4 เทใส่ภาชนะหน้าด้วยงาดำเล็กน้อย พร้อมเสิร์ฟ
ประโยชน์ของเมนู

นอกจากจะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลและโคเลสเตอรอลในเลือดแล้ว เมนูนี้ยังมีกล้วยหอมซึ่งช่วยให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลาย อารมณ์สดใสอีกทั้งมีเส้นใยอาหารที่ช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น

เมนูนี้ให้พลังงานโดยประมาณ 218  กิโลแคลอรี่ และคาร์โบไฮเดรตประมาณ 305 กรัม

Gingko-1200x900โดย คุณอัปสรสรวง ซวรัฐรังสรรค์
โรงพยาบาลรามาธิบดี
ส่วนประกอบ
  • อาหารสูตรเบาหวานและควบคุมคลอเรสเตอรอล 40 กรัม ( 5 ช้อนตวง )
  • เม็ดแป๊ะก๊วย 30 กรัม
  • น้ำเปล่า 200 ซีซี
  • ใบเตย 2-3 ท่อน
วิธีทำ
  1. หั่นใบเตยเป็นท่อนเล็กๆนำไปต้มในน้ำ 200 ซีซีจนเดือดแล้วพักไว้ให้อุ่น
  2. ละลาย อาหารสูตรเบาหวานและควบคุมโคเลสเตอรอล ในน้ำใบเตยจากข้อ 1 ประมาณ 120 ซีซี คนให้เข้ากัน
  3. นำเม็ดแป๊ะก๊วยมาต้มจนสุกจากนั้นนำไปใส่ในส่วนผสมข้อ 3 ก็พร้อมรับประทาน
ประโยชน์ของเมนู

ช่วยให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้นและบำรุงประสาท ทำให้ความจำดีขึ้น

เมนูนี้ให้พลังงานโดยประมาณ 218 กิโลแคลอรี่ และคาร์โบไฮเดรตประมาณ 33 กรัม

Lodchong-B-1200x900โดย คุณวัชรา ตาคำ
โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่
ส่วนประกอบ
  • อาหารสูตรเบาหวานและควบคุมโคเลสเตอรอล 40 กรัม (5 ช้อนตวง )
  • เส้นลอดช่อง 200 กรัม
  • เนื้อมะพร้าวอ่อน 50 กรัม
  • น้ำตาลเทียม 50 กรัม
  • น้ำเปล่า 100 ซีซี
  • น้ำแข็งบด 1 ถ้วย
วิธีทำ
  1. นำเส้นลอดช่องไปต้มให้สุกแล้วพักไว้
  2. ละลาย อาหารสูตรเบาหวานและควบคุมโคเลสเตอรอล ในน้ำ 100 ซีซี นำไปอุ่นเติมน้ำตาลเทียมและเนื้อมะพร้าวคนให้เข้ากัน
  3. เมื่อต้องการรับประทานตักเส้นลอดช่องและราดด้วยส่วนผสมในข้อ 2 ตามความชอบ
ประโยชน์ของเมนู

เมนูนี้ช่วยเพิ่มพลังงานให้แก่ร่างกายโดยไม่ทำให้ระดับน้ำตาลสูงจึงเหมาะสำหรับผู้ที่เป็นเบาหวาน

หมายเหตุ

ส่วนประกอบนี้สามารถแบ่งเสิร์ฟได้ 3 ที่

เมนูนี้ให้พลังงานโดยประมาณ 243 กิโลแคลอรี่ และคาร์โบไฮเดรตประมาณ 35 กรัม

Apple-Salad-1200x900โดย คุณปฎิมา พรพจมาน
โรงพยาบาลสมิติเวช
ส่วนประกอบ
  • อาหารสูตรเบาหวานและควบคุมโคเลสเตอรอล 40 กรัม (5 ช้อนตวง )
  • แอปเปิ้ล มะละกอ แคนตาลูปปั่น 1/5 ถ้วยตวง
  • น้ำดอกอัญชัน 2/3 ถ้วยตวง
  • เต้าหู้แข็ง 12 กรัม
  • น้ำตาลเทียม 2 ซอง
วิธีทำ
  1. นำอาหารสูตรเบาหวานและควบคุมโคเลสเตอรอล และน้ำตาลเทียมละลายในน้ำดอกอัญชัน คนให้เข้ากัน
  2. หั่นแอปเปิ้ล มะละกอ แคนตาลูป และเต้าหู้แข็งเป็นชิ้นเล็กๆ
  3. เติมผลไม้จากข้อ 2 ใส่ลงในข้อ 1 แล้วคนให้เข้ากันพร้อมเสิร์ฟ
ประโยชน์ของเมนู

เมนูนี้อุดมด้วยโปรตีน วิตามิน เกลือแร่ และใยอาหารซึ่งช่วยชะลอการดูดซึมของน้ำตาลและโคเลสเตอรอลได้

หมายเหตุ
  • วิธีการทำน้ำดอกอัญชันใช้ดอกอัญชันตากแห้ง 10-15 ดอก ใส่ลงในน้ำเดือดประมาณ 2 ถ้วยตวงจากนั้นค่อยหรี่ไฟลงต้มต่อประมาณ 3 นาที
  • สามารถใช้ผลไม้หรือน้ำสมุนไพรอื่นๆ เช่น กระเจี๊ยบ ใบเตย ตะไคร้ ฯลฯ เพื่อให้เกิดความหลากหลาย

เมนูนี้ให้พลังงานโดยประมาณ 219 กิโลแคลอรี่ และคาร์โบไฮเดรตประมาณ 30.5 กรัม

Fruit-Salad-1200x900โดย คุณพรรณอร หงส์โต
โรงพยาบาลรามาธิบดี
ส่วนประกอบ
  • อาหารสูตรเบาหวานและควบคุมโคเลสเตอรอล 40 กรัม (5 ช้อนตวง )
  • แคนตาลูป 1/2 ถ้วยตวง
  • น้ำตาลเทียม 1 ซอง
  • น้ำอุ่น 1/2 ถ้วยตวง
  • น้ำแข็งบด 1 ถ้วยตวง
วิธีทำ
  1. ละลาย อาหารสูตรเบาหวานและควบคุมโคเลสเตอรอล ในน้ำอุ่น คนให้เข้ากันแล้วเทใส่เครื่องปั่น
  2. ใส่แคนตาลูป น้ำตาลเทียม และน้ำแข็ง ลงในเครื่องปั่น ปั่นให้ละเอียด
  3. เทใส่ภาชนะพร้อมรับประทาน
ประโยชน์ของเมนู

ช่วยเพิ่มความสดชื่นแก่ร่างกายและได้รับใยอาหารจากแคนตาลูป

เมนูนี้ช่วยให้พลังงานโดยประมาณ 211 กิโลแคลอรี่และคาร์โบไฮเดรตประมาณ 32 กรัม

Thai-Dessert-1200x900โดย คุณชนิษฐา สัมพัชวา
โรงพยาบาลพญาไท 3
ส่วนประกอบ
  • อาหารสูตรเบาหวานและควบคุมโคเลสเตอรอล 40 กรัม (5 ช้อนตวง )
  • ถั่วเขียวเลาะเปลือกนึ่งสุก 10 กรัม
  • ผงวุ้น 1 ช้อนชา
  • น้ำตาลเทียม 1 ซอง
  • น้ำเปล่า 1 ถ้วยตวง
  • สีผสมอาหาร
วิธีทำ
  1. ผสม อาหารสูตรเบาหวานและควบคุมโคเลสเตอรอล ถั่วเขียว น้ำตาลเทียมและน้ำเปล่า 1/2 ถ้วยตวงคนให้เข้ากันแล้วนำไปปั่นให้ละเอียด
  2. กรองส่วนผสมที่ได้จากข้อ 1 แล้วนำไปกวนไฟปานกลางจนส่วนผสมแห้งไม่ติดภาชนะ
    นำส่วนที่ได้จากข้อ 2 มาปั้นเป็นรูปผลไม้ขนาดพอดีคำ แล้วแต่งสีตามใจชอบน้ำไปผึ่งลมจนแห้ง
  3. ผสมผงวุ้นกับน้ำ 1 ถ้วยตวง คนให้เข้ากันจากนั้นนำไปตั้งไปให้เดือดแล้วยกลงพักให้อุ่น แล้วนำส่วนที่ปั้นไว้จากข้อ 3 มาชุบวุ้น 2 ครั้ง นำไปจัดใส่ภาชนะพร้อมเสริฟ
ประโยชน์ของเมนู

เมนูนี้จะให้วิตามินและเกลือแร่หลายชนิดจากถั่วเขียว เช่น แคลเซียม ฟอสฟอลรัส หรือ ธาตุเหล็ก โดยไม่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง

เมนูนี้ให้พลังงานโดยประมาณ 218 กิโลแคลอรี่และคาร์โบไฮเดรตประมาณ 34 กรัม

Carrot-Egg-1200x900โดย คุณปัณชญา ชินวงศ์
สถาบันมะเร็งแห่งชาติ
ส่วนประกอบ
  • อาหารสูตรเบาหวานและควบคุมโคเลสเตอรอล 40 กรัม (5 ช้อนชา )
  • แครอทต้มสุก 50 กรัม
  • ไข่ไก่ 1 ฟอง
  • น้ำเปล่า 150 ซีซี
วิธีทำ
  1. ตัก อาหารสูตรเบาหวานและควบคุมโคเลสเตอรอล 5 ช้อนตวงมาละลายในน้ำเปล่า 150 ซีซีคนให้เข้ากันจนละลายดี
  2. ปลอกเปลือกแครอทแล้วนำไปต้มให้สุก จากนั้นนำไปชั่งให้ได้น้ำหนักประมาณ 50 กรัมแล้วนำไปหั่นเป็นลูกเต๋าสี่เหลี่ยมเล็กๆ
  3. นำไข่ไก่ไปต้มสุก ชั่งเฉพาะไข่ขาวให้ได้น้ำหนักประมาณ 20 กรัม
  4. นำแครอทจากข้อ 2 และไข่ขาวจากข้อ 3 มาเติมน้ำเล็กน้อยแล้วปั่นให้ละเอียด
  5. นำ อาหารสูตรเบาหวานและควบคุมโคเลสเตอรอล จากข้อ 1 มากรองด้วยกระชอนแล้วนำไปผสมกับข้อ 4 คนให้เข้ากันสามารถดื่มได้ทันที แต่หากชอบเย็นๆ ก็สามารถนำไปแช่ไว้ในตู้เย็นได้
ประโยชน์ของเมนู

เมนูนี้ให้โปรตีน วิตามินเอสูง อีกทั้งเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำตาลและโคเลสเตอรอล

เมนูนี้ให้พลังงานงานโดยประมาณ 215 กิโลแคลอรี่และคาร์โบไฮเดรตประมาณ 30 กรัม

Thai-Jelly-1200x900โดย คุณศุภวารี แสนแก้ว
โรงพยาบาลนวมินทร์
ส่วนประกอบ
  • อาหารสูตรเบาหวานและควบคุมโคเลสเตอรอล 40 กรัม (5 ช้อนตวง)
  • น้ำแครอทเข้มข้น 40 ซีซี
  • น้ำฟักทองเข้มข้น 40 ซีซีrummit-3sri
  • น้ำใบเตยเข้มข้น 40 ซีซี
  • ผงวุ้น 1 ช้อนชา
  • น้ำตาลเทียม 1 ซอง (1 กรัม)
  • น้ำเปล่า 200 ซีซี
วิธีทำ
  1. นำผงวุ้นมาละลายในน้ำแครอท น้ำฟักทอง น้ำใบเตย จนเข้ากันได้ดี
  2. นำส่วนผสมที่ละลายแล้วจากข้อ 1 ยกขึ้นตั้งไฟ คนไปเรื่อยๆจนเดือดและขึ้นเงา
  3. นำข้อ 2 มาตักใส่พิมพ์แล้วนำไปแช่ในตู้เย็นจนวุ้นแข็งตัวดี จึงแกะออกจากพิมพ์นำมาซอยเป็นเส้นๆ
  4. ผสม อาหารสูตรเบาหวานและควบคุมโคเลสเตอรอล กับน้ำตาลเทียมในน้ำอุ่น
  5. นำวุ้นที่ซอยแล้วจากข้อ 3 มาใส่ส่วนผสมข้อ 4 แล้วเติมน้ำแข็งพร้อมเสิร์ฟ
ประโยชน์ของเมนู

เป็นของว่างที่แคลอรี่น้อยไขมันต่ำได้วิตามินเอจากฟักทองและแครอท เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นเบาหวานและต้องควบคุมน้ำหนัก

เมนูนี้ให้พลังงานโดยประมาณ 185 กิโลแคลอรี่และคาร์โบไฮเดรตประมาณ 25.5 กรัม

งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

The comparative study of diabetic specific formula and standard formula on postprandial plasma glucose control in type 2 DM patients. Click here

คำถามผลิตภัณฑ์

1.คนปกติทั่วไป
2.ผู้ที่เป็นเบาหวาน
3.ผู้ที่ต้องการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
4.ผู้ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง
5.ผู้ป่วยที่ต้องให้อาหารทางสายยาง

1.ใช้น้ำตาลฟรุกโตสเป็นส่วนประกอบ ซึ่งเป็นน้ำตาลที่ใช้อินซูลินปริมาณน้อยมากในการนำน้ำตาลเข้าสู่เซลล์ และกระตุ้นการนำกลูโคสเปลี่ยนเป็นไกลโคเจนเก็บไว้ที่ตับ ไม่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงอย่างรวดเร็ว
2.มีฟรุกโตโอลิโกแซคคาไรด์ (FOS ) เป็นใยอาหารที่ละลายน้ำได้ ช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลในเลือดหลังมื้ออาหาร ให้มีการเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ จึงทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่สูงขึ้นเร็วจนเกินไป และอยู่ในกระแสเลือดนานขึ้น ช่วยให้อิ่มนานมากขึ้น

1.ในกรณีที่ได้ผลดีที่สุดคือรับประทาน GEN-DM 1 แก้ว ทดแทนมื้ออาหาร ช่วยควบคุมทั้งระดับน้ำตาลในเลือดและลดระดับไขมันรวมทั้งสามารถควบคุมน้ำหนักตัวได้เป็นอย่างดี
2.หากไม่สามารถใช้ทดแทนมื้ออาหาร แนะนำให้รับประทาน GEN-DM 1 แก้ว ก่อนรับประทานอาหารประมาณ
15-20 นาที แล้วให้ลดปริมาณอาหารกลุ่ม ข้าว แป้ง และผลไม้ลงครึ่งหนึ่ง

1.สำหรับการให้อาหารทางสายยาง Gen-DM 222 กรัม และปรับปริมาตรให้ครบ 1000 มิลลิลิตร
– ให้พลังงาน 1000 กิโลแคลอรี่
– มีความเข้มข้น 1 กิโลแคลอรี่ /มิลลิลิตร

สามารถดูตารางชงผลิตภัณฑ์ได้ที่วิธีการใช้

2.สำหรับชงทานทั่วไป Gen-DM 5 ช้อนตวง (40 กรัม) ปรับปริมาตรให้ได้ 180-200 มิลลิลิตร จะได้พลังงาน 180 กิโลแคลอรี่ต่อ 1 แก้ว

3.ชงในน้ำเย็นหรือน้ำธรรมดา

ผลิตภัณฑ์อยู่ในรูปแบบผง

บรรจุภัณฑ์มี 3 แบบดังนี้
– แบบกระป๋อง ขนาด 400 กรัม
– แบบซอง ขนาดพกพา 40 กรัมต่อ 1 ซอง 1 กล่อง มี 6 ซอง
– แบบถุง 2.5 กก.

ผลิตภัณฑ์มีอายุ 2 ปี
หาซื้อได้ที่ร้าน pure ในบิ๊กซึ และ ร้านค้าใกล้บ้าน 

สามารถทานได้
เนื่องจาก ผู้ป่วยที่ได้รับการฟอกไตมีการสูญเสียสารอาหารไปในช่วงฟอกไต และ GEN-DM มีปริมาณของ โซเดียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียมไม่สูงจนเกินไป
จึงสามารถทานได้โดยเสริมวันละ 1 แก้ว/วัน

ทานได้
เนื่องจาก GEN-DM มีสารอาหารครบถ้วนและยังมีสารอาหารที่ช่วยเรื่องการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และระดับไขมันในเลือด ซึ่งในคุณแม่ตั้งครรภ์ในไตรมาสที่ 2 อาจเสี่ยงต่อภาวะเบาหวานในขณะตั้งครรภ์ได้ โดยคุณแม่ตั้งครรภ์ควรได้รับสารอาหารอื่นเพิ่มเติมที่เหมาะสมสำหรับการตั้งครรภ์ด้วย

1.คาร์โบไฮเดรต ประกอบด้วย
– เด็กซ์ตริน(dextrin)/ฟรุกโตส(แทนซูโครส)/ โพลีเด็กซ์โตรส /FOSในสัดส่วน 70%: 15% :8%; 7% ของปริมาณคาร์โบไฮเดรต
– โพลีเด็กซ์โตรส เป็นเส้นใยอาหารที่ละลายน้ำได้มีประโยชน์ในการช่วยให้การดูดซึมกลูโคสช้าลง ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
– FOS ช่วยควบคุมระดับไขมันในเลือดได้ไม่ว่าจะเป็น LDL /Triglyceride
2.โปรตีน ประกอบด้วย เคซีน และโปรตีนจากถั่วเหลืองในอัตราส่วน 50% : 50% โดยโปรตีนจากถั่วเหลือง
3.ไขมัน ประกอบด้วย น้ำมันถั่วเหลือง 100% มีปริมาณของกรดไลโนเลอิกมีปริมาณ 15% ของพลังงาน
มีกรดอัลฟาไลไลโนเลนิกซึ่งเป็นกรดไขมันจำเป็นสำหรับร่างกาย
4. มีคาร์นิทีน เป็นสารอาหารสำคัญในการนำเอา long chain triglyceride ไปเผาผลาญเป็นพลังงาน และมีส่วนเกี่ยวข้องกับเมตาบอลิซึม branch chain amino acid และกลูโคส
5.มีโครเมียม เป็น trace element มีส่วนช่วยในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

กรณีทานปกติ
แนะนำให้ชงจางเพื่อลดความเข้มข้น โดยเริ่มจาก 4 ช้อน ต่อน้ำ 250 มิลลิลิตร เมื่อดีขึ้นค่อยเพิ่มขึ้นทีละช้อน
กรณีให้อาหารทางสายยาง
ให้ลดความเข้มข้นของอาหารเป็น 0.5 กิโลแคลอรี่/ 1 มิลลิลิตร และควรมีการปรับอัตราการไหลให้ช้าลง

สามารถดูตารางการชงผลิตภัณฑ์ได้ที่วิธีการใช้

ข้อห้ามใช้
1.ผู้ที่แพ้ส่วนประอบของ GEN-DM เช่น นมวัว ถั่วเหลือง หรือส่วนประกอบของของผลิตภัณฑ์
2.ผุ้ที่มีภวะทางเดินอาหารอุดตัน
3.ผู้ป่วยที่มีปัญหาดูดซึมอาหารไม่ได้อย่างรุนแรง

หลักการให้อาหารทางสายให้อาหาร

การให้อาหารทางสายยาง หมายถึง การให้อาหาร (Nutrients) เข้าสู่ระบบทางเดินอาหาร (Gastrointestinal system) โดยผ่านทางสาย (Tube) ในผู้ป่วยที่ไม่สามารถรับประทานอาหารได้ทางปาก แต่ระบบทางเดินอาหารยังคงสามารถย่อยและดูดซึมอาหารได้ ( functional GI tract) นั่นหมายถึงการย่อยและการดูดซึมอาหารทำงานได้เป็นปกติดีแต่อาจมีปัญหาอื่นๆ เช่น กลืนลำบาก, กลืนแล้วสำลัก, ร่างกายอ่อนเพลียมาก, รับประทานอาหารไม่ได้ หรือรับประทานอาหารได้ไม่เพียงพอ, ขาดอาหาร, ผู้ป่วยที่ไม่รู้สึกตัว เช่น มีโรคทางสมอง หรือได้รับการผ่าตัดเกี่ยวกับปาก เป็นต้น

รูปแบบของการใส่สายให้อาหาร มีดังนี้ 

  • Nasogastric tube feeding เป็นการให้อาหารทางสายที่ใส่ผ่านจากรูจมูกถึงกระเพาะอาหาร
  • Orogastric Tube feeding  เป็นการใส่สายให้อาหารเข้าทางปาก ผ่านหลอดอาหารเข้าไปในกระเพาะอาหาร ส่วนมากจะทำในผู้ป่วยเด็กทารกแรกเกิดที่มีน้ำหนักตัวน้อย เพื่อให้นมผสม เนื่องจากเด็กทารกรูจมูกจะเล็กและบางมาก การใส่สายให้อาหารทางรูจมูก อาจทำให้ traumaต่อเยื่อบุจมูกและทำให้เด็กหายใจไม่สะดวก
  • Gastrostomy tube feeding เป็นการให้อาหารทางสายที่เจาะผ่านทางหน้าท้องเข้าไปในกระเพาะอาหาร ในผู้ป่วยที่ไม่สามารถใส่สายผ่านทางหลอดอาหารได้ เนื่องจากมีการอุดตันของหลอดอาหาร หรือมีการตัดกระเพาะอาหารออกบางส่วน รวมถึงผู้ป่วยที่จำเป็นต้องให้อาหารทางสายเป็นเวลานาน

ในผู้ป่วยที่ยังคงต้องให้อาหารผ่านทางสายให้อาหารที่บ้าน ญาติจะต้องเรียนรู้วิธีการเตรียมอาหารเหลวและวิธีการให้อาหารทางสายให้อาหารแก่ผู้ป่วย ตลอดจนการสังเกตอาการของผู้ป่วย ขณะให้อาหารด้วย

รูปแบบการให้อาหารทางสายให้อาหาร  มีดังนี้

  1. Intermittent enteral tube feeding เป็นการให้อาหารทางสายอาหารเป็นครั้งคราววันละ4-6ครั้ง ส่วนใหญ่มักจะให้ตามมื้อของอาหาร เพื่อให้เป็นไปตามแบบแผนการดำเนินชีวิตในการรับประทานอาหารของคนทั่วไป คือ อาหารมื้อเช้า กลางวัน เย็น และในกรณีที่อาหารเหลวมีปริมาณมาก อาจจะแบ่งเป็น 4มื้อ คือมื้อก่อนนอนด้วย ส่วนระหว่างมื้ออาจจะให้น้ำเปล่า เพื่อให้ร่างกายได้รับน้ำเพียงพอ
  2. Continuous enteral tube feeding เป็นการให้อาหารทางสายให้อาหารแบบต่อเนื่อง โดยให้หยดทางสายให้อาหารช้า ๆ ในผู้ป่วยที่ไม่สามารถรับอาหารเหลวได้ทีละจำนวนมากๆ เช่น ในรายที่มีปัญหาในการย่อยและดูดซึม วิธีการให้อาหารแบบ continuous feeding จะต้องใช้อุปกรณ์ที่เป็นสายและมี clamp สำหรับปรับอัตราหยด โดยจะต้องควบคุมให้หยดช้าๆ และต่อเนื่องในเวลาที่กำหนด หรืออาจจะควบคุมจำนวนหยดด้วยเครื่อง (Infusion pump)

วิธีการให้อาหารทางสายให้อาหาร มีดังนี้

  1. เตรียมของเครื่องใช้ในการให้อาหารทางสายยาง อาหารเหลวที่เตรียมให้ผู้ป่วย รวมทั้งยาของผู้ป่วยที่มีให้หลังอาหารให้พร้อม
  2. จัดท่านอนให้ผู้ป่วยศีรษะอยู่สูงอย่างน้อย45องศา ในรายที่ผู้ป่วยไม่รู้สึกตัวควรให้หนุนหมอน ตั้งแต่หลังจนถึงศีรษะโดยใช้หมอน2ใบใหญ่หรือจัดให้ผู้ป่วยนั่งพิงพนักเตียงหรือให้นั่งเก้าอี้
  3. ผู้ที่จะให้อาหารต้องล้างมือให้สะอาดตามวิธีการล้างมือที่ถูกวิธี
  4. ในผู้ป่วยที่เจาะคอมีท่อหายใจ ให้ดูดเสมหะในหลอดลมคอก่อนเพื่อป้องกันผู้ป่วยไอ จากการมีเสมหะมาก ขณะให้อาหารทางสายให้อาหารเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนปอดอักเสบจากการสำลักอาหาร และล้างมื้ออย่างถูกวิธี
  5. ดึงจุกที่ปิดหัวต่อปลายสายให้อาหารออก ขณะเดียวกันใช้นิ้ว พับสายคีบเอาไว้ เพื่อป้องกันลมเข้ากระเพาะอาหารผู้ป่วย เพราะจะทำให้ผู้ป่วยท้องอืดได้
  6. ใช้สำลีชุบน้ำต้มสุก เช็ดบริเวณจุกให้อาหารทางสายยาง
  7. เอากระบอกให้อาหาร พร้อมลูกสูบต่อกับหัวต่อและปล่อยนิ้วที่คีบสายออก ทำการทดสอบดูว่า ปลายสายยางให้อาหาร ยังอยู่ในกระเพาะอาหารหรือไม่โดย
  8. ใช้กระบอกให้อาหารดูดอาหารหรือน้ำออกจากพระเพาะ ถ้ามีมากเกิด 50ซีซี ให้ดันอาหาร น้ำกลับคืนไปอย่างช้าๆ และเลื่อนเวลาออกไปครั้งละ 1ชั่วโมง แล้วมาทดสอบดูใหม่ ถ้ามีไม่เกิน 50ซีซี ให้ดันอาหารน้ำกลับคืนไปอย่างช้าๆ และให้อาหารได้ ถ้าดูดออกมาแล้ว ไม่มีอาหารตามขึ้นมาเลย ให้ดูดลมเข้ามาในกระบอกอาหาร ประมาณ 20ซีซี แล้วต่อเข้ากับสายให้อาหาร พร้อมกับเอาฝ่ามืออีกด้านหนึ่ง หรือหูแนบเข้ากับใต้ชายโครงด้านซ้าย ดันลมในกระบอกให้เข้าไปในกระเพาะอาหารอย่างช้า ถ้าสายอยู่ในกระเพาะอาหาร จะรู้สึก หรือได้ยินเสียงลมเข้าไปในกระเพาะอาหาร จากนั้นให้ดูดลมออกด้วย อาจจะประมาณ 20ซีซี ถ้าดูดออกมาแล้วได้ของเหลวสีน้ำตาลเข้ม ๆ ควรปรึกษาแพทย์ เพราะผู้ป่วยอาจมีปัญหาแผลในกระเพาะอาหารได้
  9. พับสายยาง ปลดกระบอกให้อาหารออก เอาลูกสูบออกจากกระบอกแล้วต่อกระบอกเข้ากับสายให้อาหารใหม่ หรือถ้าใช้เซตให้อาหารทางสายให้อาหาร ต่อสายเข้ากับ สายให้อาหารได้เลย
  10. เทอาหารใส่กระบอกครั้งละประมาณ50ซีซี ยกกระบอกให้สูงกว่าผู้ป่วยประมาณ 1ฟุต ปล่อยให้อาหารไหลตามสายช้าๆ อย่าให้อาหารไหลเร็ว ถ้าเร็วมากต้องลดกระบอกให้ต่ำลง เพราะการให้อาหารเร็วมากเกินไป จะทำให้ผู้ป่วยคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง หรือท้องเดิน
  11. เติมอาหารใส่กระบอกเพิ่มอย่าให้อาหารในกระบอกลดระดับลงจนมีอากาศในสาย เพราะอากาศจะทำให้ผู้ป่วยท้องอืดได้
  12. เมื่ออาหารกระบอกสุดท้ายเกือบหมดให้เติมน้ำและยาหลังอาหารที่เตรียมไว้ เติมน้ำ ตามอีกครั้ง จนยาไม่ติดอยู่ในสายให้อาหาร และไม่ควรมีน้ำเหลือค้างอยู่ในสาย
  13. พับสาย ปลดกระบอกให้อาหารออก เช็ดหัวต่อด้วยสำลีชุบน้ำต้มสุกปิดจุกหัวต่อให้เรียบร้อย
  14. ให้ผู้ป่วยนอนในท่าศีรษะสูงหรือนั่งพัก หลังให้อาหารต่อไปอีกประมาณ 1 ชั่วโมง

สิ่งสำคัญคือข้อควรระวังในการดูแลผู้ป่วยใส่สายให้อาหาร  ได้แก่

  1. การสำลักหรืออาเจียน จะทำให้ปลายสายให้อาหารเลื่อนออก (tube displacement) มาอยู่ในหลอดอาหาร  (esophagus) หรือเข้าไปในหลอดลม (respiratory tract) ผู้ให้อาหารควรทดสอบปลายสายก่อนให้อาหารทุกครั้ง เพื่อป้องกันการสำลัก ชอาหารเหลวเข้าไปในหลอดลม หรือหลอดอาหาร
  2. การให้อาหารทางสายเร็วเกินไป ทำให้เกิดการหดเกร็งของกระเพาะอาหาร ซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยสำลักอาหารได้
  3. อาการท้องเสีย เกิดขึ้นได้หลายสาเหตุดังนี้
  • ผู้ป่วยที่ไม่มีน้ำย่อยสำหรับย่อยนม ( lactose interance) ถ้าสูตรอาหารเหลวมีนมผสมจะทำให้ผู้ป่วยท้องเสียได้
  • สูตรอาหารที่เข้มข้นมาก ( High osmolarity formula) เป็นสาเหตุให้มีการดึงน้ำออกมาอยู่ในลำไส้มาก และเกิดอาการท้องเสียได้
  • อาหารเหลวที่มีการปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย หรือจากการเก็บอาหารเหลวไม่ถูกต้องทำให้อาหารเหลวบูด

ที่มา : http://thainurseclub.blogspot.com