BLENDERA-MF

เบลนเดอร่า-เอ็มเอฟ

(ฆอ.756/2560)

 

 

 เบลนเดอร่า-เอ็มเอฟ 

ข้อมูลโภชนาการ

 

หนึ่งหน่วยบริโภค : 6 ช้อน (50 กรัม) จำนวนหน่วยบริโภคต่อซอง : 50

สารอาหารต่อ 1000

กิโลแคลอรี่

ต่อผง

50 กรัม

ปริมาณสารอาหารใน 1000

กิโลแคลอรี่

เปรียบเทียบเป็น % กับ

Thai RDI*

ปริมาณสารอาหารใน 50 กรัม

เปรียบเทียบเป็น % กับ WHO RNI***

19-65 ปี> 65 ปี
พลังงาน, กิโลแคลอรี่1000227.11**
คาร์โบไฮเดรต, ก.137.2531.1745.75
ไขมัน, ก.33.117.5250.94
โปรตีน, ก.40.739.2581.46
เอฟโอเอส(FOS),ก.4.951.1319.81
ซีลีเนียม, มคก.34.567.8549.3823-3024-31
โครเมียม, มคก.64.4014.6349.54********
โมลิบดินัม, มคก.79.261849.54********
โพแทสเซียม, มก.1087.5824731.07********
ทองแดง, มก.2.030.46101.27********
สังกะสี, มก.15.043.42100.2549-7049-70
แมงกานีส, มก.4.120.94117.63********
แคลเซียม, มก.532.7812166.609-129
ฟอสฟอรัส, มก.557.22126.5569.65********
แมกนีเซียม, มก.246.585670.4522-2525-29
โซเดียม, มก.783.52177.9532.65********
คลอไรด์, มก.900.44204.526.48********
ไอโอดีน, มคก.53.8512.2335.9088
เหล็ก, มก.10.372.3669.138-2117-21
วิตามินเอ, มคก.496.35112.7362.0419-2319
วิตามินบี 1, มคก.2113.51480140.9040-4440-44
วิตามินบี 2, มคก.2069.48470121.7336-4336-43
วิตามินบี 6, มคก.5378.451221.5268.9272-9472-81
วิตามินบี 12, มคก.5.901.34295.015656
วิตามินซี, มก.566.25128.6943.74286286
วิตามินดี, มคก.4.290.9885.8610-207
วิตามินอี, หน่วยสากล13.21388.0620-2720-27
กรดแพนโทธินิก, มก.6.601.5110.13030
ไนอะซิน, มก.27.926.34139.5840-4540-45
กรดโฟลิก, มคก.383.0787319.233636
ไบโอติน, มคก.221.2650.25147.51168****
วิตามินเค 1, มคก.122.1927.75152.7343-5043-50

(*) THAI RDI คือสารอาหารที่แนะนำให้บริโภคประจำวันสำหรับคนไทยอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป
(**) THAI RDI มิได้กำหนดไว้
(***) WHO RNI คือสารอาหารที่ควรได้รับประจำวันตามข้อกำหนดขององค์การอนามัยโลก
(****) WHO RNI มิได้กำหนดไว้

ส่วนประกอบที่สำคัญโดยประมาณ(%โดยน้ำหนัก)
มอลโตเด็กซ์ตริน40.09 %
น้ำตาลทราย20.00 %
โปรตีนจากถั่วเหลือง17.03 %
น้ำมันรำข้าว13.84 %
เกลือแร่รวม2.28 %
ฟลุกโตโอลิโกแซคคาไรด์(เอฟโอเอส)2.25 %
โซเดียมเคซิเนท1.47 %
น้ำมันเอ็มซีที1.20%
วิตามินรวม0.34%
อิมัลซิไฟเออร์ (INS 322(i) INS 472C INS 475),
สารป้องกันการเกิดออกซิเดชั่น (INS 307b),

**ข้อมูลสำหรับผู้แพ้อาหาร: มีเคซีน (โปรตีนจากนม) และผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง**

เบลนเดอร่า-เอ็มเอฟ เป็นอาหารทางการแพทย์สูตรครบถ้วน ประกอบด้วย โปรตีน คาร์โบไฮเดรต วิตามิน 13 ชนิด และแร่ธาตุ 14 ชนิดใช้เป็นอาหารเสริมโภชนาการ สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะทุพโภชนาการ หรืออาจใช้แทนอาหารปั่นในโรงพยาบาลตามคำแนะนำของแพทย์

เบลนเดอร่า-เอ็มเอฟ

  • ฟลุกโตโอลิโกแซคคาไรด์ (เอฟโอเอส)
  • ผสมน้ำมันรำข้าว
  • ผสมมอลโตเด็กซ์ตริน
  • มีโครเมียม
  • ผสมโปรตีนจากถั่วเหลือง
  • ผสมน้ำมันเอ็มซีที

ได้รับการรับรองระบบประกันคุณภาพ HACCP สำหรับการผลิตผลิตภัณฑ์อาหารที่ให้ทางระบบทางเดินอาหาร
จากบริษัท เอสจีเอส (ประเทศไทย) จำกัด

Halal

สนง.คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย
กอท.ฮล. : 99 B533 006 08 56

อย. 74-1-21431-1-0012
ฆอ. 1233/2559

วิธีการใช้

วิธีการใช้
ผสมผงเบลนเดอร่า-เอ็มเอฟ 6 ช้อน (ประมาณ 50 กรัม)ในน้ำอุ่นประมาณ 160-185 มล. คนให้ละลายจะได้ปริมาตร 200-225 มล. และให้พลังงานประมาณ 225 กิโลแคลอรี่ (ไม่ใช่อาหารพลังงานต่ำ) ใช้วันละ 1 ครั้ง หรือใช้เสริมระหว่างมื้ออาหาร

การเก็บรักษา

  • เมื่อผสมน้ำแล้วควรเก็บไว้ในตู้เย็นและใช้ให้หมดภายใน 24 ชั่วโมง
  • ปิดภาชนะบรรจุให้แน่นหลังจากเปิดใช้ทุกครั้ง
  • เก็บไว้ในที่แห้งและเย็น
  • ควรใช้ให้หมดภายใน 1 เดือน หลังจากเปิดภาชนะบรรจุแล้ว เบลนเดอร่า-เอ็มเอฟ

*อาจเกิดการลอยตัวและตกตะกอนภายหลังการชงละลายได้ ซึ่งลักษณะดังกล่าวจะหายไปเมื่อเขย่าหรือคนเบาๆ ทั้งนี้ลักษณะดังกล่าวมิได้เป็นปัญหาด้านคุณภาพแต่อย่างใด

*อาหารทางการแพทย์ใช้ตามคำแนะนำของแพทย์*

ตารางผสม อาหารทางการแพทย์ BLENDERA-MF (เบลนเดอร่าเอ็ม-เอฟ)

 

0.5 กิโลแคลอรี่/มิลลิลิตร

1 กิโลแคลอรี่/มิลลิลิตร

น้ำหนักผง

ปริมาณผง

ผสมน้ำให้ได้

ได้พลังงาน

น้ำหนักผง

ปริมาณผง

ผสมน้ำให้ได้

ได้พลังงาน

(กรัม)

(ช้อน)

(มิลลิลิตร)

(กิโลแคลอรี่)

(กรัม)

(ช้อน)

(มิลลิลิตร)

(กิโลแคลอรี่)

11.1

1.3

100

50

22.2

2.7

100

100

22.2

2.7

200

100

44.4

5.3

200

200

27.8

3.3

250

125

55.6

6.7

250

250

33.3

4.0

300

150

66.7

8.0

300

300

38.9

4.7

350

175

77.8

9.3

350

350

44.4

5.3

400

200

88.9

10.7

400

400

55.6

6.7

500

250

111.1

13.3

500

500

1.2 กิโลแคลอรี่/มิลลิลิตร

1.5 กิโลแคลอรี่/มิลลิลิตร

น้ำหนักผง

ปริมาณผง

ผสมน้ำให้ได้

ได้พลังงาน

น้ำหนักผง

ปริมาณผง

ผสมน้ำให้ได้

ได้พลังงาน

(กรัม)

(ช้อน)

(มิลลิลิตร)

(กิโลแคลอรี่)

(กรัม)

(ช้อน)

(มิลลิลิตร)

(กิโลแคลอรี่)

26.7

3.2

100

120

33.3

4.0

100

150

53.3

6.4

200

240

66.7

8.0

200

300

66.7

8.0

250

300

83.3

10.0

250

375

80

9.6

300

360

100

12.0

300

450

93.3

11.2

350

420

116.7

14.0

350

525

106.7

12.8

400

480

133.3

16.0

400

600

133.3

16.0

500

600

166.7

20.0

500

750

หมายเหตุ เบลนเดอร่า-เอ็มเอฟ อาหารครบถ้วนสำหรับให้ทางสายให้อาหาร 1 ช้อน หนักประมาณ 8.33 กรัม ให้พลังงานประมาณ 38 กิโลแคลอรี่

งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

An open study of efficacy, safety and body weight changing in the Blendera-tube fed patients. Click here

คำถามผลิตภัณฑ์

1. โปรตีน 16% ของพลังงานทั้งหมด ใน 1000 กิโลแคลอรี่ ประกอบด้วย
– โซเดียม เคซิเนท 3.26 กรัม
– soy protein isolate(โปรตีนจากถั่วเหลือง) 37.47 กรัม
มีส่วนประกอบของโปรตีนทั้งจากพืชและสัตว์ มีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายครบถ้วน ช่วยช่อมแซมส่วนที่สึกหรอ เป็นส่วนประกอบของเซลล์และเอนไซม์ในร่างกาย
2. คาร์โบไฮเดรต 54% ของพลังงานทั้งหมด ใน 1000 กิโลแคลอรี่ ประกอบด้วย
– มอลโตรเด็กซ์ตริน 91.69 กรัม
– น้ำตาลทราย 45.74 กรัม
– ฟรุคโตโอลิโกแซคคาไรด์ 4.95 กรัม
เป็นแหล่งพลังงานหลักของร่างกาย เพื่อให้ร่างกายนำไปใช้ในการทำกิจกรรมต่างๆ
3. ไขมัน 30% ของพลังงานทั้งหมด ใน 1000 กิโลแคลอรี่ ประกอบด้วย
– น้ำมันรำข้าว 30.69 กรัม
– MCT Oil 2.66 กรัม
เป็นแหล่งของพลังงานของร่างกายและทำหน้าที่อื่น เช่น ลำเลียงวิตามินที่ละลายไขมัน เป็นส่วนประกอบของโครงสร้างเซลล์ มีกรดไขมันจำเป็นครบถ้วน
4. วิตามินและเกลือแร่ ใน 1000 กิโลแคลอรี่ ประกอบด้วย 5.81 กรัม
เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของเอนไซม์บางตัวและช่วยควบคุมการทำงานของร่างกายให้เป็นปกติ
5. ฟรุคโตโอลิโกแซคคาไรด์ เป็นใยอาหารละลายน้ำได้ มีส่วนช่วยในการขับถ่ายให้เป็นปกติ

1. ผู้ที่มีภาวะเสี่ยงต่อภาวะทุพโภชนาการ
2. ทดแทนอาหารปั่น
3. ผู้ที่ต้องการเสริมโภชนาการ

1. ให้สารอาหารครบถ้วน ตามหลักโภชนาการ การกระจายพลังงานตามมาตรฐาน Thai RDI ดังนี้
– โปรตีน 15-20%
– ไขมัน 30-35%
– คาร์โบไฮเดรต 50-55%
2. ลดการสูญเสียสารอาหาร เนื่องจากกระบวนการผลิต เนื่องจาก Blendera-MF สามารถเตรียมได้ด้วยน้ำอุณหภูมิห้องปกติหรือน้ำอุ่น
3. ลดปัญหาการบูดเสีย เมื่อต้องเตรียมเป็นเวลานาน เช่น สำหรับมื้อดึก
4. ลดปัญหาการอุดตันในสาย เพราะเมื่อผสมแล้วได้สารละลายเนื้อเนียนละเอียด
5. ขั้นตอนในการเตรียมสะดวกไม่ยุ่งยาก เพียงแค่ละลายน้ำเท่านั้น
6. การเก็บรักษาไม่ยุ่งยาก
7. ค่าความเข้มข้น 350 mosm/l ที่สัดส่วน 1 กิโลแคลอรี่ /1มิลลิลิตร ใกล้เคียงกับร่างกาย

1. ทานปกติ ผสม 6 ช้อน (50 กรัม) ประมาณ 160-185 มิลลิลิตร คนให้ละลายจะได้ปริมาตร 200-225 มิลลิลิตรให้พลังงานประมาณ 225 กิโลแคลอรี่ ใช้วันละ 1 ครั้ง หรือใช้เสริมระหว่างมื้ออาหาร

**ชงในน้ำอุ่น

2. ให้ทางสายยางให้อาหาร สามารถดูตารางชงผลิตภัณฑ์ได้ที่วิธีการใช้

Blendera-MF ได้พัฒนาโดยการเพิ่มฟรุ๊กโตโอลิโกแซคคาไรด์ (FOS) เป็นใยอาหารที่ละลายน้ำได้เพื่อช่วยในการขับถ่าย

ผลิตภัณฑ์อยู่ในรูปแบบผง
บรรจุภัณฑ์เป็นรูปแบบถุง ขนาด 2.5 กก.
ซื้อได้ที่ร้าน pure ในบิ๊กซี และ ร้านค้าใกล้บ้าน
ผลิตภัณฑ์มีอายุ 2 ปี

– ปิดภาชนะบรรจุให้แน่นหลังเปิดใช้ทุกครั้ง เก็บในที่แห้งที่อุณหภูมิห้อง ควรใช้ให้หมดภายใน 1 เดือนหลังจากเปิดภาชนะแล้ว
– เมื่อผสมน้ำแล้วหากใช้ไม่หมดควรเก็บในตู้เย็น ซึ่งเก็บได้ไม่เกิน 24 ชม.
Blendera-MF อาจเกิดการลอยตัวและตกตะกอนภายหลังการชงได้ ลักษณะดังกล่าวจะหายไปเมื่อเขย่าหรือคนเบาๆ ทั้งนี้ลักษณะดังกล่าวมิได้เป็นปัญหาด้านคุณภาพแต่อย่างใด

หลักการให้อาหารทางสายให้อาหาร

การให้อาหารทางสายยาง หมายถึง การให้อาหาร (Nutrients) เข้าสู่ระบบทางเดินอาหาร (Gastrointestinal system) โดยผ่านทางสาย (Tube) ในผู้ป่วยที่ไม่สามารถรับประทานอาหารได้ทางปาก แต่ระบบทางเดินอาหารยังคงสามารถย่อยและดูดซึมอาหารได้ ( functional GI tract) นั่นหมายถึงการย่อยและการดูดซึมอาหารทำงานได้เป็นปกติดีแต่อาจมีปัญหาอื่นๆ เช่น กลืนลำบาก, กลืนแล้วสำลัก, ร่างกายอ่อนเพลียมาก, รับประทานอาหารไม่ได้ หรือรับประทานอาหารได้ไม่เพียงพอ, ขาดอาหาร, ผู้ป่วยที่ไม่รู้สึกตัว เช่น มีโรคทางสมอง หรือได้รับการผ่าตัดเกี่ยวกับปาก เป็นต้น

รูปแบบของการใส่สายให้อาหาร มีดังนี้ 

  • Nasogastric tube feeding เป็นการให้อาหารทางสายที่ใส่ผ่านจากรูจมูกถึงกระเพาะอาหาร
  • Orogastric Tube feeding  เป็นการใส่สายให้อาหารเข้าทางปาก ผ่านหลอดอาหารเข้าไปในกระเพาะอาหาร ส่วนมากจะทำในผู้ป่วยเด็กทารกแรกเกิดที่มีน้ำหนักตัวน้อย เพื่อให้นมผสม เนื่องจากเด็กทารกรูจมูกจะเล็กและบางมาก การใส่สายให้อาหารทางรูจมูก อาจทำให้ traumaต่อเยื่อบุจมูกและทำให้เด็กหายใจไม่สะดวก
  • Gastrostomy tube feeding เป็นการให้อาหารทางสายที่เจาะผ่านทางหน้าท้องเข้าไปในกระเพาะอาหาร ในผู้ป่วยที่ไม่สามารถใส่สายผ่านทางหลอดอาหารได้ เนื่องจากมีการอุดตันของหลอดอาหาร หรือมีการตัดกระเพาะอาหารออกบางส่วน รวมถึงผู้ป่วยที่จำเป็นต้องให้อาหารทางสายเป็นเวลานาน

ในผู้ป่วยที่ยังคงต้องให้อาหารผ่านทางสายให้อาหารที่บ้าน ญาติจะต้องเรียนรู้วิธีการเตรียมอาหารเหลวและวิธีการให้อาหารทางสายให้อาหารแก่ผู้ป่วย ตลอดจนการสังเกตอาการของผู้ป่วย ขณะให้อาหารด้วย

รูปแบบการให้อาหารทางสายให้อาหาร  มีดังนี้

  1. Intermittent enteral tube feeding เป็นการให้อาหารทางสายอาหารเป็นครั้งคราววันละ4-6ครั้ง ส่วนใหญ่มักจะให้ตามมื้อของอาหาร เพื่อให้เป็นไปตามแบบแผนการดำเนินชีวิตในการรับประทานอาหารของคนทั่วไป คือ อาหารมื้อเช้า กลางวัน เย็น และในกรณีที่อาหารเหลวมีปริมาณมาก อาจจะแบ่งเป็น 4มื้อ คือมื้อก่อนนอนด้วย ส่วนระหว่างมื้ออาจจะให้น้ำเปล่า เพื่อให้ร่างกายได้รับน้ำเพียงพอ
  2. Continuous enteral tube feeding เป็นการให้อาหารทางสายให้อาหารแบบต่อเนื่อง โดยให้หยดทางสายให้อาหารช้า ๆ ในผู้ป่วยที่ไม่สามารถรับอาหารเหลวได้ทีละจำนวนมากๆ เช่น ในรายที่มีปัญหาในการย่อยและดูดซึม วิธีการให้อาหารแบบ continuous feeding จะต้องใช้อุปกรณ์ที่เป็นสายและมี clamp สำหรับปรับอัตราหยด โดยจะต้องควบคุมให้หยดช้าๆ และต่อเนื่องในเวลาที่กำหนด หรืออาจจะควบคุมจำนวนหยดด้วยเครื่อง (Infusion pump)

วิธีการให้อาหารทางสายให้อาหาร มีดังนี้

  1. เตรียมของเครื่องใช้ในการให้อาหารทางสายยาง อาหารเหลวที่เตรียมให้ผู้ป่วย รวมทั้งยาของผู้ป่วยที่มีให้หลังอาหารให้พร้อม
  2. จัดท่านอนให้ผู้ป่วยศีรษะอยู่สูงอย่างน้อย45องศา ในรายที่ผู้ป่วยไม่รู้สึกตัวควรให้หนุนหมอน ตั้งแต่หลังจนถึงศีรษะโดยใช้หมอน2ใบใหญ่หรือจัดให้ผู้ป่วยนั่งพิงพนักเตียงหรือให้นั่งเก้าอี้
  3. ผู้ที่จะให้อาหารต้องล้างมือให้สะอาดตามวิธีการล้างมือที่ถูกวิธี
  4. ในผู้ป่วยที่เจาะคอมีท่อหายใจ ให้ดูดเสมหะในหลอดลมคอก่อนเพื่อป้องกันผู้ป่วยไอ จากการมีเสมหะมาก ขณะให้อาหารทางสายให้อาหารเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนปอดอักเสบจากการสำลักอาหาร และล้างมื้ออย่างถูกวิธี
  5. ดึงจุกที่ปิดหัวต่อปลายสายให้อาหารออก ขณะเดียวกันใช้นิ้ว พับสายคีบเอาไว้ เพื่อป้องกันลมเข้ากระเพาะอาหารผู้ป่วย เพราะจะทำให้ผู้ป่วยท้องอืดได้
  6. ใช้สำลีชุบน้ำต้มสุก เช็ดบริเวณจุกให้อาหารทางสายยาง
  7. เอากระบอกให้อาหาร พร้อมลูกสูบต่อกับหัวต่อและปล่อยนิ้วที่คีบสายออก ทำการทดสอบดูว่า ปลายสายยางให้อาหาร ยังอยู่ในกระเพาะอาหารหรือไม่โดย
  8. ใช้กระบอกให้อาหารดูดอาหารหรือน้ำออกจากพระเพาะ ถ้ามีมากเกิด 50ซีซี ให้ดันอาหาร น้ำกลับคืนไปอย่างช้าๆ และเลื่อนเวลาออกไปครั้งละ 1ชั่วโมง แล้วมาทดสอบดูใหม่ ถ้ามีไม่เกิน 50ซีซี ให้ดันอาหารน้ำกลับคืนไปอย่างช้าๆ และให้อาหารได้ ถ้าดูดออกมาแล้ว ไม่มีอาหารตามขึ้นมาเลย ให้ดูดลมเข้ามาในกระบอกอาหาร ประมาณ 20ซีซี แล้วต่อเข้ากับสายให้อาหาร พร้อมกับเอาฝ่ามืออีกด้านหนึ่ง หรือหูแนบเข้ากับใต้ชายโครงด้านซ้าย ดันลมในกระบอกให้เข้าไปในกระเพาะอาหารอย่างช้า ถ้าสายอยู่ในกระเพาะอาหาร จะรู้สึก หรือได้ยินเสียงลมเข้าไปในกระเพาะอาหาร จากนั้นให้ดูดลมออกด้วย อาจจะประมาณ 20ซีซี ถ้าดูดออกมาแล้วได้ของเหลวสีน้ำตาลเข้ม ๆ ควรปรึกษาแพทย์ เพราะผู้ป่วยอาจมีปัญหาแผลในกระเพาะอาหารได้
  9. พับสายยาง ปลดกระบอกให้อาหารออก เอาลูกสูบออกจากกระบอกแล้วต่อกระบอกเข้ากับสายให้อาหารใหม่ หรือถ้าใช้เซตให้อาหารทางสายให้อาหาร ต่อสายเข้ากับ สายให้อาหารได้เลย
  10. เทอาหารใส่กระบอกครั้งละประมาณ50ซีซี ยกกระบอกให้สูงกว่าผู้ป่วยประมาณ 1ฟุต ปล่อยให้อาหารไหลตามสายช้าๆ อย่าให้อาหารไหลเร็ว ถ้าเร็วมากต้องลดกระบอกให้ต่ำลง เพราะการให้อาหารเร็วมากเกินไป จะทำให้ผู้ป่วยคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง หรือท้องเดิน
  11. เติมอาหารใส่กระบอกเพิ่มอย่าให้อาหารในกระบอกลดระดับลงจนมีอากาศในสาย เพราะอากาศจะทำให้ผู้ป่วยท้องอืดได้
  12. เมื่ออาหารกระบอกสุดท้ายเกือบหมดให้เติมน้ำและยาหลังอาหารที่เตรียมไว้ เติมน้ำ ตามอีกครั้ง จนยาไม่ติดอยู่ในสายให้อาหาร และไม่ควรมีน้ำเหลือค้างอยู่ในสาย
  13. พับสาย ปลดกระบอกให้อาหารออก เช็ดหัวต่อด้วยสำลีชุบน้ำต้มสุกปิดจุกหัวต่อให้เรียบร้อย
  14. ให้ผู้ป่วยนอนในท่าศีรษะสูงหรือนั่งพัก หลังให้อาหารต่อไปอีกประมาณ 1 ชั่วโมง

สิ่งสำคัญคือข้อควรระวังในการดูแลผู้ป่วยใส่สายให้อาหาร  ได้แก่

  1. การสำลักหรืออาเจียน จะทำให้ปลายสายให้อาหารเลื่อนออก (tube displacement) มาอยู่ในหลอดอาหาร  (esophagus) หรือเข้าไปในหลอดลม (respiratory tract) ผู้ให้อาหารควรทดสอบปลายสายก่อนให้อาหารทุกครั้ง เพื่อป้องกันการสำลัก ชอาหารเหลวเข้าไปในหลอดลม หรือหลอดอาหาร
  2. การให้อาหารทางสายเร็วเกินไป ทำให้เกิดการหดเกร็งของกระเพาะอาหาร ซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยสำลักอาหารได้
  3. อาการท้องเสีย เกิดขึ้นได้หลายสาเหตุดังนี้
  • ผู้ป่วยที่ไม่มีน้ำย่อยสำหรับย่อยนม ( lactose interance) ถ้าสูตรอาหารเหลวมีนมผสมจะทำให้ผู้ป่วยท้องเสียได้
  • สูตรอาหารที่เข้มข้นมาก ( High osmolarity formula) เป็นสาเหตุให้มีการดึงน้ำออกมาอยู่ในลำไส้มาก และเกิดอาการท้องเสียได้
  • อาหารเหลวที่มีการปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย หรือจากการเก็บอาหารเหลวไม่ถูกต้องทำให้อาหารเหลวบูด

ที่มา : http://thainurseclub.blogspot.com