Banner

AMINOLEBAN-ORAL

อาหารทางการแพทย์ ชนิดโภชนาการครบถ้วน เฉพาะผู้ป่วยโรคตับ ฆอ. 871/2560


อะมิโนเลแบน-ออราล  ให้สารอาหารดังต่อไปนี้

สารอาหาร

ต่อ 100 กิโลแคลอรี่

ต่อปริมาตร200 มล.

 

ปริมาณสารอาหารใน 200 มล.เปรียบเทียบเป็น%กับ WHO RNI*

 

พลังงาน, กิโลแคลอรี่

100

210

**

โปรตีน, กรัม

6.4

13.5

27

คาร์โบไฮเดรต, กรัม

15.4

32.4

**

ไขมัน, กรัม

1.7

3.5

**

กรดอะมิโน

 

 

 

วาลีน, กรัม

0.78

1.635

104.8

ลิวซีน, กรัม

0.97

2.03

86.8

ไอโซลิวซีน, กรัม

0.84

1.76

146.7

ทรีโอนีน, กรัม

0.14

0.29

32.2

ทริปโตเฟน, กรัม

0.04

0.08

33.3

เมไธโอนีน, กรัม

0.03

0.06

10.0

เฟนิลอะลานีน, กรัม

0.08

0.16

**

อะลานีน, กรัม

0.31

0.655

**

อาร์จินีน, กรัม

0.33

0.695

**

ฮิสทีดีน, กรัม

0.11

0.235

39.2

โพรลีน, กรัม

0.47

0.98

**

เซอรีน, กรัม

0.10

0.215

**

ไทโรซีน, กรัม

0.02

0.04

**

แอสพาติค, กรัม

0.20

0.43

**

กลูตามิก, กรัม

0.41

0.855

**

ไกลซีน, กรัม

0.80

1.68

**

คาร์นีทีน, มิลลิกรัม

11.0

25

**

วิตามิน

 

 

 

วิตามินเอ, ไมโครกรัม

66.57

139.80

23.3-28.0

วิตามินดี, ไมโครกรัม

0.55

1.17

23.3

วิตามินบี 1, มิลลิกรัม

0.04

0.09

7.2-7.9

วิตามินบี 2, มิลลิกรัม

0.07

0.16

11.9-14.1

วิตามินบี 6, มิลลิกรัม

0.10

0.20

15.5

วิตามินบี 12, ไมโครกรัม

0.24

0.50

20.8

วิตามินซี, มิลลิกรัม

3.45

7.24

16.1

วิตามินอี, มิลลิกรัม

4.69

9.86

98.6-131.5

วิตามินเค1, ไมโครกรัม

2.60

5.50

8.5-10.0

กรดโฟลิก, มิลลิกรัม

0.02

0.05

12.5

กรดแพนโทธินิก, มิลลิกรัม

0.52

1.09

21.8

กรดนิโคตินิก, มิลลิกรัม

0.67

1.40

**

ไบโอติน, ไมโครกรัม

11.90

25.00

83.3

โคลีน, มิลลิกรัม

2.40

5.05

**

แร่ธาตุ

 

 

 

โซเดียม, มิลลิกรัม

22.60

47.45

**

โพแทสเซียม, มิลลิกรัม

77.10

162.00

**

แคลเซียม, มิลลิกรัม

32.80

69.00

6.9

แมกนีเซียม, มิลลิกรัม

9.60

20.20

7.8-9.2

คลอไรด์, มิลลิกรัม

104.30

218.95

**

ฟอสฟอรัส, มิลลิกรัม

39.90

83.75

**

เหล็ก, มิลลิกรัม

0.60

1.32

4.5-9.6

สังกะสี, มิลลิกรัม

2.30

5.00

35.7-51.0

ทองแดง, ไมโครกรัม

67.10

141.00

5.5

ไอโอดีน, ไมโครกรัม

4.50

9.55

6.4

แมงกานีส, มิลลิกรัม

0.08

0.18

**

(*) WHO RNI คือสารอาหารที่ควรได้รับประจำวันตามข้อกำหนดขององค์การอนามัยโลก                                          

(**) WHO RNI มิได้กำหนดไว้

 

ส่วนประกอบที่สำคัญโดยประมาณ

(%โดยน้ำหนัก)

เด็กซ์ตริน

58.0 %

เจลาติน ไฮโดรไลเสท

13.0 %

กรดอะมิโน

13.0 %

น้ำมันรำข้าว

7.0 %

เกลือแร่รวม

2.267 %

วิตามินรวม

0.138 %

แต่งกลิ่นเลียนธรรมชาติ

 

อิมัลซิไฟเออร์ (INS 433 INS 473),วัตถุกันเสีย (INS 202)

 

สารควบคุมความเป็นกรด (INS 522)

 

สีธรรมชาติ (INS 120 INS 164)

 

 

AMINOLEBAN-ORAL is an enteral formula containing amino acids, carbohydrates, fats, vitamins, and minerals to supplement the dietary intake in patients with hepatic impairments.

AMINOLEBAN-ORAL thus prepared is highly effective not only in correcting plasma amino acid imbalance but also in treating hepatic encephalopathy and in providing adequate nutritional support to the patients.

วิธีเตรียม   

ใช้ผงอะมิโนเลแบน-ออราล 50 กรัม (ประมาณ 5 ช้อนตวง) ละลายในน้ำอุ่น (ประมาณ 50 °ซ) 180 มล. คนให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน หรือใช้เครื่องปั่น  หรือเขย่าในภาชนะปิดสนิท จะได้ปริมาตรประมาณ 200 มล.ซึ่งจะให้พลังงานประมาณ 210 กิโลแคลอรี่ (ออสโมลาริตี้ 600mOsm/L)  อะมิโนเลแบน-ออราล 1 กระป๋อง 450 กรัม จะผสมได้ 9 ครั้ง สามารถเติมน้ำหวานเพื่อแต่งรสชาติได้ แต่ไม่ควรผสมกับสารอื่นที่มีฤทธิ์เป็นกรด  เช่นน้ำผลไม้รสเปรี้ยว  เป็นต้น

วิธีใช้  

โดยการดื่มเสริมหรือให้ทางสายอาหาร (Tube Feeding) วันละ 3 ครั้ง (150กรัมต่อวัน) ระหว่างมื้ออาหารและก่อนนอน เมื่อผสมแล้วควรใช้หรือดื่มทันที

ข้อควรระวัง

หากมีความจำเป็นต้องเตรียมไว้คราวเดียวกันหลายๆมื้อต้องเก็บไว้ในตู้เย็นและใช้ให้หมดภายใน 24 ชั่วโมง เมื่อตั้งทิ้งไว้ระยะหนึ่งอาจเกิดการแยกชั้นได้ ก่อนนำมาใช้ควรเขย่าหรือคนให้เป็นเนื้อเดียวกันก่อน

การเก็บรักษา

เมื่อยังไม่ได้เปิดกระป๋องใช้ ควรเก็บไว้ในที่แห้งและเย็น (ไม่เกิน 30° ซ) และเก็บให้พ้นแสง เมื่อเปิดกระป๋องแล้วควรปิดฝากระป๋องให้แน่นทุกครั้งหลังการใช้ เก็บไว้ในที่แห้งและเย็น (ไม่เกิน 30° ซ)

Prospective randomized control study on the effect of branched-chain amino acids in patients with liver resection for hepatocellular carcinoma. Click here.

1. มีโปรตีนสูงถึง 25% ประกอบด้วย

 - กรดอะมิโน  ชื่อ BCAA (Branched Chain Amino Acid) 48% เป็นกรดอะมิโนแบบกิ่ง ซึ่งเป็นกรดอะมิโนที่สำคัญที่จะกระตุ้นให้ร่างกายสังเคราะห์โปรตีนเสริมสร้างกล้ามเนื้อ กระตุ้นภูมิคุ้มกัน

และลดอาการทางสมองที่เกิดจากโรคตับ (Hepatic Encephalopathy) ในผู้ป่วยได้

 - เจลาตินไฮโดรไลเสท 48 %

 - เคซีน 4% เป็นโปรตีนที่มีคุณภาพสูงย่อยง่าย ดูดซึมง่าย

2. ไขมัน

 - น้ำมันรำข้าว 100%ให้กรดไขมันจำเป็นครบถ้วนเนื่องจากผู้ป่วยโรคตับมีความผิดปกติในการ

เผาผลาญไขมัน จึงใส่ในปริมาณที่พอดีเพื่อให้ได้กรดไขมันจำเป็น

3. คาร์โบไฮเดรต

 - เด็กซ์ตริน 90% คุณภาพดี ถูกย่อยและดูดซึมได้ง่าย

 - น้ำตาลซูโครส 10% เป็นแหล่งพลังงานสำคัญของผู้ป่วย และยังทำให้รสชาดดีขึ้น

4. มีส่วนประกอบของวิตามินที่ละลายไขมันคือ เอ ดี อี เค

5. มีแร่ธาตุสังกะสี เนื่องจากผู้ป่วยโรคตับมักจะขาด

- เพราะตับมีหน้าที่สังเคราะห์ BCAA (Branched Chain Amino Acid) จากการรับประทานโปรตีนและเก็บสะสมไว้ที่ตับ 50% สะสมที่กล้ามเนื้อ50% ในผู้ป่วยโรคตับจะเกิดการบกพร่องในการทำงานทำให้ไม่สามารถนำสารอาหารต่างๆไปใช้ได้ดีเหมือนเดิม

 - ในผู้ป่วยโรคตับ ตับไม่สามารถสังเคราะห์ และเก็บสะสม  BCAA (Branched Chain Amino Acid) ได้ดีเหมือนเดิม ในขณะที่ร่างกายมีการใช้ที่เพิ่มขึ้นจึงเกิดการสลายกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้นเพื่อให้ได้ BCAA  (Branched Chain Amino Acid)  ซึ่งมีผลทำให้ ผู้ป่วยโรคตับมีกล้ามเนื้อที่ลดลง BCAA (Branched Chain Amino Acid)ที่สะสมที่กล้ามเนื้อจึงลดลงตามไปด้วย

 ดังนั้นผู้ป่วยโรคตับจึงขาด Branched Chain Amino Acid

 - ทำให้ระดับโปรตีนในเลือดลดต่ำลง ส่งผลให้การสร้างระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายลดลงด้วยเช่นกัน

 - มีการสลายโปรตีนที่กล้ามเนื้อและอวัยวะต่างๆ ในร่างกายเพิ่มขึ้น ซึ่งมีผลทำให้ผู้ป่วยมีกล้ามเนื้อลดลง แขน ขา ลีบอ่อนเพลียเพิ่มขึ้น และยังทำให้มีแอมโมเนียในกระแสเลือดสูง

 - ทำให้มี AAA (Aromatic Amino Acids) ในร่างกายสูงขึ้นซึ่งจะเข้าสู่สมองได้มากกว่า BCAA (Branched Chain Amino Acid) เกิดการเสียสมดุลของสารสื่อประสาทในสมองจึงเป็นสาเหตุของการเกิดภาวะสมองเสื่อมจากโรคตับที่เรียกว่า Hepatic Encephalopathy

แนะนำให้ทานเสริมมื้ออาหาร

-ผสม 5 ช้อน(50 กรัม) ผสมน้ำให้ได้ปริมาตร 200 มิลลิลิตร พลังงาน 210 กิโลแคลอรี่/1 แก้ว โปรตีน 13.5 กรัม/ 1 แก้ว

**เพิ่ม ลดปริมาณตามความต้องการพลังงาน/วัน

- ผสมในน้ำอุ่น - ดื่ม หรือให้ทางสายยางให้อาหารวันละ 3 แก้ว ได้แก่ มื้อสาย , บ่าย ,ก่อนนอน(สำคัญที่สุด)

- เป็นอาหารทางการแพทย์ที่มีส่วนประกอบและสัดส่วนที่เหมาะสมกับผู้ป่วยโรคตับ,ตับแข็ง,มะเร็งตับ และสมองเสื่อมจากโรคตับ (Hepatic Encephalopathy)

- มีส่วนประกอบของ BCAA (branched chain amino acid) ซึ่งเป็นกรดอะมิโนแบบกิ่งสูงจะช่วยเสริมสร้างระดับโปรตีน , สร้างสมดุลของกล้ามเนื้อและสารเคมีในสมองของผู้ป่วย

- ช่วยลดภาวะการขาดโปรตีน และพลังงานในผู้ป่วยโรคตับได้

- ช่วยให้ผู้ป่วยโรคตับมีคุณภาพชีวิตที่ดี

- ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตในผู้ป่วยโรคตับลงได้

ผู้ป่วยมีความผิดปกติในการสันดาปกรดอะมิโน

รสชาติที่เกิดขึ้นเป็นผลของกรดอะมิโนซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญใน AMINOLEBAN-ORAL แนะนำผสมน้ำหวาน หรือ การดัดแปลงเป็น - เครื่องดื่มเพื่อให้ทานง่ายมากขึ้น

*ข้อควรระวัง ไม่ควรผสมกับสารอื่นๆ ที่มีฤทธิ์เป็นกรด เช่น น้ำผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว

ผลิตภัณฑ์อยู่ในรูปแบบผง บรรจุภัณฑ์มี 2 แบบ ดังนี้
1. แบบกระป๋อง ขนาด 450 กรัม
2. แบบซอง ขนาดพกพา (ขนาด 50 กรัม) 1 กล่องมี 6 ซอง

*ผลิตภัณฑ์มีอายุ 2 ปี

1. ผู้ป่วยโรคตับ การทำงานของตับผิดปกติรุนแรง

2. ผู้ป่วยตับแข็ง

3. ผู้ป่วยมะเร็งตับ

4. ผู้ที่มีอาการทางสมอง เนื่องจากโรคตับ

- การเตรียมโดยน้ำที่มีอุณหภูมิสูง อาจทำให้เกิดการแปลงสภาพของโปรตีนได้

เนื้อหาที่ใส่ในเวบไซต์ Nutrition Club

หลักการให้อาหารทางสายให้อาหาร

การให้อาหารทางสายยาง หมายถึง การให้อาหาร (Nutrients) เข้าสู่ระบบทางเดินอาหาร (Gastrointestinal system) โดยผ่านทางสาย (Tube) ในผู้ป่วยที่ไม่สามารถรับประทานอาหารได้ทางปาก แต่ระบบทางเดินอาหารยังคงสามารถย่อยและดูดซึมอาหารได้ ( functional GI tract) นั่นหมายถึงการย่อยและการดูดซึมอาหารทำงานได้เป็นปกติดีแต่อาจมีปัญหาอื่นๆ  เช่น กลืนลำบาก, กลืนแล้วสำลัก, ร่างกายอ่อนเพลียมาก, รับประทานอาหารไม่ได้ หรือรับประทานอาหารได้ไม่เพียงพอ, ขาดอาหาร, ผู้ป่วยที่ไม่รู้สึกตัว เช่น มีโรคทางสมอง หรือได้รับการผ่าตัดเกี่ยวกับปาก เป็นต้น

รูปแบบของการใส่สายให้อาหาร มีดังนี้ 

-  Nasogastric tube feeding  เป็นการให้อาหารทางสายที่ใส่ผ่านจากรูจมูกถึงกระเพาะอาหาร

- Orogastric Tube feeding เป็นการใส่สายให้อาหารเข้าทางปาก ผ่านหลอดอาหารเข้าไปในกระเพาะอาหาร ส่วนมากจะทำในผู้ป่วยเด็กทารกแรกเกิดที่มีน้ำหนักตัวน้อย เพื่อให้นมผสม เนื่องจากเด็กทารกรูจมูกจะเล็กและบางมาก การใส่สายให้อาหารทางรูจมูก อาจทำให้ trauma ต่อเยื่อบุจมูกและทำให้เด็กหายใจไม่สะดวก

- Gastrostomy tube feeding เป็นการให้อาหารทางสายที่เจาะผ่านทางหน้าท้องเข้าไปในกระเพาะอาหาร ในผู้ป่วยที่ไม่สามารถใส่สายผ่านทางหลอดอาหารได้ เนื่องจากมีการอุดตันของหลอดอาหาร หรือมีการตัดกระเพาะอาหารออกบางส่วน รวมถึงผู้ป่วยที่จำเป็นต้องให้อาหารทางสายเป็นเวลานาน

ในผู้ป่วยที่ยังคงต้องให้อาหารผ่านทางสายให้อาหารที่บ้าน ญาติจะต้องเรียนรู้วิธีการเตรียมอาหารเหลวและวิธีการให้อาหารทางสายให้อาหารแก่ผู้ป่วย ตลอดจนการสังเกตอาการของผู้ป่วย ขณะให้อาหารด้วย

รูปแบบการให้อาหารทางสายให้อาหาร  มีดังนี้

  1. Intermittent enteral tube feeding เป็นการให้อาหารทางสายอาหารเป็นครั้งคราววันละ 4-6 ครั้ง ส่วนใหญ่มักจะให้ตามมื้อของอาหาร เพื่อให้เป็นไปตามแบบแผนการดำเนินชีวิตในการรับประทานอาหารของคนทั่วไป คือ อาหารมื้อเช้า กลางวัน เย็น และในกรณีที่อาหารเหลวมีปริมาณมาก อาจจะแบ่งเป็น 4 มื้อ คือมื้อก่อนนอนด้วย ส่วนระหว่างมื้ออาจจะให้น้ำเปล่า เพื่อให้ร่างกายได้รับน้ำเพียงพอ
  2. Continuous enteral tube feeding เป็นการให้อาหารทางสายให้อาหารแบบต่อเนื่อง โดยให้หยดทางสายให้อาหารช้า ๆ ในผู้ป่วยที่ไม่สามารถรับอาหารเหลวได้ทีละจำนวนมากๆ เช่น ในรายที่มีปัญหาในการย่อยและดูดซึม วิธีการให้อาหารแบบ continuous feeding จะต้องใช้อุปกรณ์ที่เป็นสายและมี clamp สำหรับปรับอัตราหยด โดยจะต้องควบคุมให้หยดช้าๆ และต่อเนื่องในเวลาที่กำหนด หรืออาจจะควบคุมจำนวนหยดด้วยเครื่อง (Infusion pump)

วิธีการให้อาหารทางสายให้อาหาร มีดังนี้

  1. เตรียมของเครื่องใช้ในการให้อาหารทางสายยาง อาหารเหลวที่เตรียมให้ผู้ป่วย รวมทั้งยาของผู้ป่วยที่มีให้หลังอาหารให้พร้อม
  2. จัดท่านอนให้ผู้ป่วยศีรษะอยู่สูงอย่างน้อย 45 องศา ในรายที่ผู้ป่วยไม่รู้สึกตัวควรให้หนุนหมอน ตั้งแต่หลังจนถึงศีรษะโดยใช้หมอน 2 ใบใหญ่หรือจัดให้ผู้ป่วยนั่งพิงพนักเตียงหรือให้นั่งเก้าอี้
  3. ผู้ที่จะให้อาหารต้องล้างมือให้สะอาดตามวิธีการล้างมือที่ถูกวิธี
  4. ในผู้ป่วยที่เจาะคอมีท่อหายใจ ให้ดูดเสมหะในหลอดลมคอก่อนเพื่อป้องกันผู้ป่วยไอ จากการมีเสมหะมาก ขณะให้อาหารทางสายให้อาหารเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนปอดอักเสบจากการสำลักอาหาร และล้างมื้ออย่างถูกวิธี
  5. ดึงจุกที่ปิดหัวต่อปลายสายให้อาหารออก ขณะเดียวกันใช้นิ้ว พับสายคีบเอาไว้ เพื่อป้องกันลมเข้ากระเพาะอาหารผู้ป่วย เพราะจะทำให้ผู้ป่วยท้องอืดได้
  6. ใช้สำลีชุบน้ำต้มสุก เช็ดบริเวณจุกให้อาหารทางสายยาง
  7. เอากระบอกให้อาหาร พร้อมลูกสูบต่อกับหัวต่อและปล่อยนิ้วที่คีบสายออก ทำการทดสอบดูว่า ปลายสายยางให้อาหาร ยังอยู่ในกระเพาะอาหารหรือไม่โดย

 ใช้กระบอกให้อาหารดูดอาหารหรือน้ำออกจากพระเพาะ ถ้ามีมากเกิด 50 ซีซี ให้ดันอาหาร น้ำกลับคืนไปอย่างช้าๆ และเลื่อนเวลาออกไปครั้งละ 1 ชั่วโมง แล้วมาทดสอบดูใหม่ ถ้ามีไม่เกิน 50 ซีซี ให้ดันอาหารน้ำกลับคืนไปอย่างช้าๆ และให้อาหารได้

ถ้าดูดออกมาแล้ว ไม่มีอาหารตามขึ้นมาเลย ให้ดูดลมเข้ามาในกระบอกอาหาร ประมาณ 20 ซีซี แล้วต่อเข้ากับสายให้อาหาร พร้อมกับเอาฝ่ามืออีกด้านหนึ่ง หรือหูแนบเข้ากับใต้ชายโครงด้านซ้าย ดันลมในกระบอกให้เข้าไปในกระเพาะอาหารอย่างช้า ถ้าสายอยู่ในกระเพาะอาหาร จะรู้สึก หรือได้ยินเสียงลมเข้าไปในกระเพาะอาหาร จากนั้นให้ดูดลมออกด้วย อาจจะประมาณ 20 ซีซี

ถ้าดูดออกมาแล้วได้ของเหลวสีน้ำตาลเข้ม ๆ ควรปรึกษาแพทย์ เพราะผู้ป่วยอาจมีปัญหาแผลในกระเพาะอาหารได้

  1. พับสายยาง ปลดกระบอกให้อาหารออก เอาลูกสูบออกจากกระบอกแล้วต่อกระบอกเข้ากับสายให้อาหารใหม่ หรือถ้าใช้เซตให้อาหารทางสายให้อาหาร ต่อสายเข้ากับ สายให้อาหารได้เลย
  2. เทอาหารใส่กระบอกครั้งละประมาณ 50 ซีซี ยกกระบอกให้สูงกว่าผู้ป่วยประมาณ 1 ฟุต ปล่อยให้อาหารไหลตามสายช้าๆ อย่าให้อาหารไหลเร็ว ถ้าเร็วมากต้องลดกระบอกให้ต่ำลง เพราะการให้อาหารเร็วมากเกินไป จะทำให้ผู้ป่วยคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง หรือท้องเดิน
  3. เติมอาหารใส่กระบอกเพิ่มอย่าให้อาหารในกระบอกลดระดับลงจนมีอากาศในสาย เพราะอากาศจะทำให้ผู้ป่วยท้องอืดได้
  4. เมื่ออาหารกระบอกสุดท้ายเกือบหมดให้เติมน้ำและยาหลังอาหารที่เตรียมไว้ เติมน้ำ ตามอีกครั้ง จนยาไม่ติดอยู่ในสายให้อาหาร และไม่ควรมีน้ำเหลือค้างอยู่ในสาย
  5. พับสาย ปลดกระบอกให้อาหารออก เช็ดหัวต่อด้วยสำลีชุบน้ำต้มสุกปิดจุกหัวต่อให้เรียบร้อย
  6. ให้ผู้ป่วยนอนในท่าศีรษะสูงหรือนั่งพัก หลังให้อาหารต่อไปอีกประมาณ 1 ชั่วโมง

สิ่งสำคัญคือข้อควรระวังในการดูแลผู้ป่วยใส่สายให้อาหาร  ได้แก่

  1. การสำลักหรืออาเจียน จะทำให้ปลายสายให้อาหารเลื่อนออก (tube displacement) มาอยู่ในหลอดอาหาร (esophagus) หรือเข้าไปในหลอดลม (respiratory tract) ผู้ให้อาหารควรทดสอบปลายสายก่อนให้อาหารทุกครั้ง เพื่อป้องกันการสำลัก ชอาหารเหลวเข้าไปในหลอดลม หรือหลอดอาหาร
  2. การให้อาหารทางสายเร็วเกินไป ทำให้เกิดการหดเกร็งของกระเพาะอาหาร ซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยสำลักอาหารได้
  3. อาการท้องเสีย เกิดขึ้นได้หลายสาเหตุดังนี้

- ผู้ป่วยที่ไม่มีน้ำย่อยสำหรับย่อยนม ( lactose interance) ถ้าสูตรอาหารเหลวมีนมผสมจะทำให้ผู้ป่วยท้องเสียได้

- สูตรอาหารที่เข้มข้นมาก ( High osmolarity formula) เป็นสาเหตุให้มีการดึงน้ำออกมาอยู่ในลำไส้มาก และเกิดอาการท้องเสียได้

- อาหารเหลวที่มีการปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย หรือจากการเก็บอาหารเหลวไม่ถูกต้องทำให้อาหารเหลวบูด

http://thainurseclub.blogspot.com/2014/06/blog-post.html

http://thainurseclub.blogspot.com

 

หลักการให้อาหารทางสายให้อาหาร

Desscription

การให้อาหารทางสายยาง หมายถึง การให้อาหาร (Nutrients) เข้าสู่ระบบทางเดินอาหาร (Gastrointestinal system) โดยผ่านทางสาย (Tube) ในผู้ป่วยที่ไม่สามารถรับประทานอาหารได้ทางปาก แต่ระบบทางเดินอาหารยังคงสามารถย่อยและดูดซึมอาหารได้ ( functional GI tract) นั่นหมายถึงการย่อยและการดูดซึมอาหารทำงานได้เป็นปกติดีแต่อาจมีปัญหาอื่นๆ  เช่น กลืนลำบาก, กลืนแล้วสำลัก, ร่างกายอ่อนเพลียมาก, รับประทานอาหารไม่ได้ หรือรับประทานอาหารได้ไม่เพียงพอ, ขาดอาหาร, ผู้ป่วยที่ไม่รู้สึกตัว เช่น มีโรคทางสมอง หรือได้รับการผ่าตัดเกี่ยวกับปาก เป็นต้น read More

รูปแบบของการใส่สายให้อาหาร มีดังนี้ 

Nasogastric tube feeding  เป็นการให้อาหารทางสายที่ใส่ผ่านจากรูจมูกถึงกระเพาะอาหาร

- Orogastric Tube feeding เป็นการใส่สายให้อาหารเข้าทางปาก ผ่านหลอดอาหารเข้าไปในกระเพาะอาหาร ส่วนมากจะทำในผู้ป่วยเด็กทารกแรกเกิดที่มีน้ำหนักตัวน้อย เพื่อให้นมผสม เนื่องจากเด็กทารกรูจมูกจะเล็กและบางมาก การใส่สายให้อาหารทางรูจมูก อาจทำให้ trauma ต่อเยื่อบุจมูกและทำให้เด็กหายใจไม่สะดวก

- Gastrostomy tube feeding เป็นการให้อาหารทางสายที่เจาะผ่านทางหน้าท้องเข้าไปในกระเพาะอาหาร ในผู้ป่วยที่ไม่สามารถใส่สายผ่านทางหลอดอาหารได้ เนื่องจากมีการอุดตันของหลอดอาหาร หรือมีการตัดกระเพาะอาหารออกบางส่วน รวมถึงผู้ป่วยที่จำเป็นต้องให้อาหารทางสายเป็นเวลานาน

ในผู้ป่วยที่ยังคงต้องให้อาหารผ่านทางสายให้อาหารที่บ้าน ญาติจะต้องเรียนรู้วิธีการเตรียมอาหารเหลวและวิธีการให้อาหารทางสายให้อาหารแก่ผู้ป่วย ตลอดจนการสังเกตอาการของผู้ป่วย ขณะให้อาหารด้วย

รูปแบบการให้อาหารทางสายให้อาหาร  มีดังนี้

  1. Intermittent enteral tube feeding เป็นการให้อาหารทางสายอาหารเป็นครั้งคราววันละ 4-6 ครั้ง ส่วนใหญ่มักจะให้ตามมื้อของอาหาร เพื่อให้เป็นไปตามแบบแผนการดำเนินชีวิตในการรับประทานอาหารของคนทั่วไป คือ อาหารมื้อเช้า กลางวัน เย็น และในกรณีที่อาหารเหลวมีปริมาณมาก อาจจะแบ่งเป็น 4 มื้อ คือมื้อก่อนนอนด้วย ส่วนระหว่างมื้ออาจจะให้น้ำเปล่า เพื่อให้ร่างกายได้รับน้ำเพียงพอ
  2. Continuous enteral tube feeding เป็นการให้อาหารทางสายให้อาหารแบบต่อเนื่อง โดยให้หยดทางสายให้อาหารช้า ๆ ในผู้ป่วยที่ไม่สามารถรับอาหารเหลวได้ทีละจำนวนมากๆ เช่น ในรายที่มีปัญหาในการย่อยและดูดซึม วิธีการให้อาหารแบบ continuous feeding จะต้องใช้อุปกรณ์ที่เป็นสายและมี clamp สำหรับปรับอัตราหยด โดยจะต้องควบคุมให้หยดช้าๆ และต่อเนื่องในเวลาที่กำหนด หรืออาจจะควบคุมจำนวนหยดด้วยเครื่อง (Infusion pump)

วิธีการให้อาหารทางสายให้อาหาร มีดังนี้

  1. เตรียมของเครื่องใช้ในการให้อาหารทางสายยาง อาหารเหลวที่เตรียมให้ผู้ป่วย รวมทั้งยาของผู้ป่วยที่มีให้หลังอาหารให้พร้อม
  2. จัดท่านอนให้ผู้ป่วยศีรษะอยู่สูงอย่างน้อย 45 องศา ในรายที่ผู้ป่วยไม่รู้สึกตัวควรให้หนุนหมอน ตั้งแต่หลังจนถึงศีรษะโดยใช้หมอน 2 ใบใหญ่หรือจัดให้ผู้ป่วยนั่งพิงพนักเตียงหรือให้นั่งเก้าอี้
  3. ผู้ที่จะให้อาหารต้องล้างมือให้สะอาดตามวิธีการล้างมือที่ถูกวิธี
  4. ในผู้ป่วยที่เจาะคอมีท่อหายใจ ให้ดูดเสมหะในหลอดลมคอก่อนเพื่อป้องกันผู้ป่วยไอ จากการมีเสมหะมาก ขณะให้อาหารทางสายให้อาหารเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนปอดอักเสบจากการสำลักอาหาร และล้างมื้ออย่างถูกวิธี
  5. ดึงจุกที่ปิดหัวต่อปลายสายให้อาหารออก ขณะเดียวกันใช้นิ้ว พับสายคีบเอาไว้ เพื่อป้องกันลมเข้ากระเพาะอาหารผู้ป่วย เพราะจะทำให้ผู้ป่วยท้องอืดได้
  6. ใช้สำลีชุบน้ำต้มสุก เช็ดบริเวณจุกให้อาหารทางสายยาง
  7. เอากระบอกให้อาหาร พร้อมลูกสูบต่อกับหัวต่อและปล่อยนิ้วที่คีบสายออก ทำการทดสอบดูว่า ปลายสายยางให้อาหาร ยังอยู่ในกระเพาะอาหารหรือไม่โดย

 ใช้กระบอกให้อาหารดูดอาหารหรือน้ำออกจากพระเพาะ ถ้ามีมากเกิด 50 ซีซี ให้ดันอาหาร น้ำกลับคืนไปอย่างช้าๆ และเลื่อนเวลาออกไปครั้งละ 1 ชั่วโมง แล้วมาทดสอบดูใหม่ ถ้ามีไม่เกิน 50 ซีซี ให้ดันอาหารน้ำกลับคืนไปอย่างช้าๆ และให้อาหารได้

ถ้าดูดออกมาแล้ว ไม่มีอาหารตามขึ้นมาเลย ให้ดูดลมเข้ามาในกระบอกอาหาร ประมาณ 20 ซีซี แล้วต่อเข้ากับสายให้อาหาร พร้อมกับเอาฝ่ามืออีกด้านหนึ่ง หรือหูแนบเข้ากับใต้ชายโครงด้านซ้าย ดันลมในกระบอกให้เข้าไปในกระเพาะอาหารอย่างช้า ถ้าสายอยู่ในกระเพาะอาหาร จะรู้สึก หรือได้ยินเสียงลมเข้าไปในกระเพาะอาหาร จากนั้นให้ดูดลมออกด้วย อาจจะประมาณ 20 ซีซี

ถ้าดูดออกมาแล้วได้ของเหลวสีน้ำตาลเข้ม ๆ ควรปรึกษาแพทย์ เพราะผู้ป่วยอาจมีปัญหาแผลในกระเพาะอาหารได้

  1. พับสายยาง ปลดกระบอกให้อาหารออก เอาลูกสูบออกจากกระบอกแล้วต่อกระบอกเข้ากับสายให้อาหารใหม่ หรือถ้าใช้เซตให้อาหารทางสายให้อาหาร ต่อสายเข้ากับ สายให้อาหารได้เลย
  2. เทอาหารใส่กระบอกครั้งละประมาณ 50 ซีซี ยกกระบอกให้สูงกว่าผู้ป่วยประมาณ 1 ฟุต ปล่อยให้อาหารไหลตามสายช้าๆ อย่าให้อาหารไหลเร็ว ถ้าเร็วมากต้องลดกระบอกให้ต่ำลง เพราะการให้อาหารเร็วมากเกินไป จะทำให้ผู้ป่วยคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง หรือท้องเดิน
  3. เติมอาหารใส่กระบอกเพิ่มอย่าให้อาหารในกระบอกลดระดับลงจนมีอากาศในสาย เพราะอากาศจะทำให้ผู้ป่วยท้องอืดได้
  4. เมื่ออาหารกระบอกสุดท้ายเกือบหมดให้เติมน้ำและยาหลังอาหารที่เตรียมไว้ เติมน้ำ ตามอีกครั้ง จนยาไม่ติดอยู่ในสายให้อาหาร และไม่ควรมีน้ำเหลือค้างอยู่ในสาย
  5. พับสาย ปลดกระบอกให้อาหารออก เช็ดหัวต่อด้วยสำลีชุบน้ำต้มสุกปิดจุกหัวต่อให้เรียบร้อย
  6. ให้ผู้ป่วยนอนในท่าศีรษะสูงหรือนั่งพัก หลังให้อาหารต่อไปอีกประมาณ 1 ชั่วโมง

 

สิ่งสำคัญคือข้อควรระวังในการดูแลผู้ป่วยใส่สายให้อาหาร  ได้แก่

  1. การสำลักหรืออาเจียน จะทำให้ปลายสายให้อาหารเลื่อนออก (tube displacement) มาอยู่ในหลอดอาหาร (esophagus) หรือเข้าไปในหลอดลม (respiratory tract) ผู้ให้อาหารควรทดสอบปลายสายก่อนให้อาหารทุกครั้ง เพื่อป้องกันการสำลัก ชอาหารเหลวเข้าไปในหลอดลม หรือหลอดอาหาร
  2. การให้อาหารทางสายเร็วเกินไป ทำให้เกิดการหดเกร็งของกระเพาะอาหาร ซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยสำลักอาหารได้
  3. อาการท้องเสีย เกิดขึ้นได้หลายสาเหตุดังนี้

- ผู้ป่วยที่ไม่มีน้ำย่อยสำหรับย่อยนม ( lactose interance) ถ้าสูตรอาหารเหลวมีนมผสมจะทำให้ผู้ป่วยท้องเสียได้

- สูตรอาหารที่เข้มข้นมาก ( High osmolarity formula) เป็นสาเหตุให้มีการดึงน้ำออกมาอยู่ในลำไส้มาก และเกิดอาการท้องเสียได้

- อาหารเหลวที่มีการปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย หรือจากการเก็บอาหารเหลวไม่ถูกต้องทำให้อาหารเหลวบูด

http://thainurseclub.blogspot.com/2014/06/blog-post.html

http://thainurseclub.blogspot.com