ความดันโลหิตสูง

23 2563


      โรคความดันโลหิตสูง (Hypertension / High blood pressure) เป็นโรคเรื้อรังชนิดหนึ่งที่ผู้ป่วยมีความดันเลือดในหลอดเลือดแดงสูงกว่าปกติ ทำให้หัวใจต้องบีบตัวมากขึ้นเพื่อสูบฉีดเลือดให้ไหลเวียนไปตามหลอดเลือด เป็นโรคที่มักไม่แสดงอาการให้เห็นในระยะต้นๆ ความดันโลหิตสูง จะเริ่มแสดงอาการก็ต่อเมื่อความดันโลหิตสูงได้ไปทำลายอวัยวะต่างๆ โดยที่เราไม่ทันตั้งตัว หรือกล่าวกันว่าเป็น "Silent Killer" หรือ "เพชฌฆาตเงียบ" จึงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของโรคหลอดเลือดสมอง กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หัวใจวาย หลอดเลือดโป่งพอง โรคของหลอดเลือดส่วนปลาย และเป็นสาเหตุของโรคไตได้ สำหรับผู้ที่มีความดันซิสทอลิกมากกว่า 140 มม.ปรอท และความดัน ไดแอสทอลิค มากกว่า 90 มม.ปรอท จัดว่ามีความดันโลหิตสูง

สาเหตุการเกิดโรคความดันโลหิตสูง

       สาเหตุของการเกิดโรคความดันโลหิตสูง สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ประเภทที่ 1 เรียกว่า ความดันโลหิตสูงแบบปฐมภูมิ (Primary Hypertension) ซี่งไม่สามารถระบุสาเหตุของการเกิดได้ และมีผลต่อผู้ที่ความดันโลหิตสูงมากกว่าร้อยละ 95 หรือ มีสาเหตุที่อาจเกี่ยวข้องกัน เช่น ทางพันธุกรรมสภาพแวดล้อม หรือการใช้ชีวิตที่มีการเคลื่อนไหวร่างกายน้อย สำหรับความดันโลหิตสูงประเภทที่ 2 เรียกว่า ความดันโลหิตสูงแบบทุติยภูมิ (Secondary Hypertension) อันเนื่องมาจากโรคต่างๆ เช่น โรคไตเรื้อรัง โรคที่เกี่ยวข้องกับระบบต่อมไร้ท่อและเนื้องอก

การจำแนกประเภทความดันโลหิต ในผู้ใหญ่อายุ 18 ปีขึ้นไป

 

ประเภท

ความดันช่วงหัวใจบีบตัว Systolic Blood Pressure (มิลลิเมตรปรอท)

ความดันช่วงหัวใจคลายตัวDiastolic Blood Pressure (มิลลิเมตรปรอท)

ปกติ

  <120

    และ <80

ก่อนความดันโลหิตสูง

(กลุ่มเสี่ยง)

120-139

   หรือ 80-89

ความดันโลหิตสูงขั้นที่ 1

140-159

   หรือ 90-99

ความดันโลหิตสูงขั้นที่ 2

 > 160

   หรือ > 100

อ้างอิงจาก: The Seventh Report of the Joint National Committee on Prevention, Detection, Evaluation, and   

                   Treatment of High Blood Pressure: The JNC 7 Report. JAMA. 2003; 289: 2560-72.

ปัจจัยที่มีผลกับความดันโลหิตสูง แบ่งออกเป็น 2 ส่วน

1. ปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้

  • อายุ
  • เพศ
  • กลุ่มเชื้อชาติ
  • พันธุกรรม

2. ปัจจัยที่สามารถควบคุมได้

  • ภาวะน้ำหนักเกิน หรือ อ้วน
  • บริโภคเกลือโซเดียมในปริมาณมากเกิน
  • ขาดการเคลื่อนไหว การออกกำลังกาย
  • บริโภคเครื่องดื่มที่มีปริมาณแอลกอฮอล์มากเกิน
  • การสูบบุหรี่
  • ความเครียด

อาการของโรคความดันโลหิตสูง

       ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่า โรคความดันโลหิตสูงนั้น เปรียบดั่งเพชฌฆาตเงียบ เนื่องจากในระยะแรกเริ่ม มักไม่แสดงอาการใดๆออกมา จึงทำให้ผู้ที่เป็นไม่รู้ตัวเอง จนกระทั่งเริ่มแสดงอาการออกมา โดยอาการที่น่าสงสัย มีดังนี้

  •   มีอาการปวดศีรษะบ่อยๆ หรือมักจะปวด ตอนตื่นนอนตอนเช้า และอาการจะทุเลาลงหลังตื่นนอน  2-3 ชั่วโมง
  •   ตาพร่ามัว หูอื้อ มึนงง และอาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย
  •   มีเลือดกำเดาไหลโดยไม่ทราบสาเหตุ
  •   ในขณะออกกำลังกาย มีอาการหายใจติดขัด หน้าแดง ใจสั่น
  •   มีอาการอิดโรย เหนื่อยง่าย

โรคแทรกซ้อนที่เกิดจากความดันโลหิตสูง

             เราจะทราบว่ามีภาวะความดันโลหิตสูงก็ต่อเมื่อเราวัดความดันเท่านั้นแต่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยทราบว่า   เรามีความดันโลหิตสูง หรืออยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือไม่ สำหรับผู้ที่อยู่ในสองกลุ่มนี้จึงไม่ได้เฉลียวใจ ปล่อยให้ระดับความดันเพิ่มสูงขึ้น โดยมิได้ควบคุมเจ้าความดันโลหิตที่สูงนี้เอง มันก็แอบไปทำลายอวัยวะที่สำคัญอื่นๆ ให้ค่อยๆเสื่อมลง อย่างช้าๆ จนกระทั่งเกิดความผิดปกติที่ชัดเจนขึ้น และปรากฏอาการออกมา ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้น ก็สายเสียแล้วการรักษาจึงเป็นการรักษาที่ปลายเหตุเท่านั้น

โรคแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นจากการขาดการควบคุมดูแลเป็นระยะเวลานานและจะก่อให้เกิดปัญหาแก่อวัยวะต่างๆ ได้แก่

1. หัวใจและหลอดเลือด

      การที่มีความดันโลหิตสูงเป็นระยะเวลานาน จะทำให้  หัวใจต้องทำงานหนักตลอดเวลา จะทำให้กล้ามเนื้อหัวใจหนาขึ้น หัวใจห้องล่างซ้ายขยายตัว (Left Ventricular Hypertrophy) เมื่อทำงานหนัก ทำให้การบีบตัวของหัวใจอ่อนตัวลง หรือเกิดภาวะหัวใจขาดเลือด (Myocardial Infarction) และ ด้วยเหตุนี้เอง อาจทำให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลวได้ (Congestive Heart Failure)

2. สมอง

ผลกระทบของความดันโลหิตสูง จะทำให้เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง เกิดการตีบตัน อาจทำให้เกิดอัมพาตถาวร หรือในกรณีที่เกิดเส้นเลือดแตกในสมอง (Stroke) อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

3. ตา 

เส้นเลือดเล็กๆในตามีการแข็งตัว หรือตีบตัน ทำให้เลือดออกในชั้นจอประสาทตา อาจทำให้ตาบอดได้

4. ไต 

เมื่อหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงไตเกิดการตีบตันจากภาวะความดันโลหิตสูง จะทำให้ไตไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และอาจเกิดภาวะไตวาย (Kidney failure) จึงไม่สามารถขับโซเดียมได้ตามปกติ จึงเกิด    การคั่งของน้ำ ทำให้เกิดอาการบวมตามร่างกาย

 โภชนบำบัดกับโรคความดันโลหิตสูง

การปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินชีวิตนั้น เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการป้องกันความดันโลหิตสูง สำหรับการดูแลจัดการในผู้ที่มีความดันโลหิตสูง  ในผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรืออ้วน โดยน้ำหนักที่ลดลงทุก 10 กิโลกรัม สามารถลดความดันโลหิตซิสทอลิค (ความดันช่วงหัวใจบีบตัว) ได้โดยเฉลี่ย 5-20 มิลลิเมตรปรอท และสำหรับผู้ที่มีน้ำหนักตัวปกติ การดูแลน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมถือเป็นสิ่งที่พึงปฏิบัติต่อไป 

แนวทางการปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินชีวิตเพื่อป้องกัน ลดความดันโลหิตสูง

รูปแบบการปรับเปลี่ยน

คำแนะนำ

ความดันซิสทอลิค (Systolic) ที่ลดลงโดยประมาณ

 การลดน้ำหนักตัว

- ควบคุมดูแลน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม (ดัชนีมวลกาย; BMI 18.5-24.9 kg. /m2)

- 5-20 มม.ปรอท ต่อน้ำหนักตัวที่ลดลง 10 กก.

 การทานอาหารในรูปแบบ แดช (DASH diet)

- ทานอาหารที่อุดมไปด้วยผัก ผลไม้ นมและผลิตภัณฑ์นมไขมันต่ำ รวมถึงการลดปริมาณไขมันอิ่มตัว

- 8-14 มม.ปรอท

 การลดการทานอาหารที่มีปริมาณโซเดียมสูง

- จำกัดปริมาณโซเดียมในอาหารที่ทานไม่เกิน 2,400 มิลลิกรัม ต่อวัน หรือปริมาณเท่ากับเกลือ 1 ช้อนชา (6 กรัม)

- 2-8 มม.ปรอท

 จำกัดการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอลล์  (ในกรณีที่ดื่ม)

- จำกัดการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอลล์ในผู้ชายไม่เกิน 2 ดริ๊งค์ และผู้หญิงไม่เกิน 1 ดริ๊ง ต่อวัน

- 2-4 มม.ปรอท

 มีกิจกรรมการเคลื่อนไหว และการออกกำลังกาย

- มีกิจกรรมการเคลื่อนไหว และการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉลี่ยสัปดาห์ละ150 นาทีขึ้นไป

- 4-9 มม.ปรอท

 

แนวทางการบริโภคอาหารเพื่อป้องกันและควบคุมความดันโลหิต - อาหารแดช   

(Dietary Approaches to Stop Hypertension; DASH diet)

 

ตารางด้านล่างเป็นตัวอย่างสัดส่วนอาหารที่พลังงาน 1,600 กิโลแคลอรี่ต่อวัน

โดยทั้งนี้สัดส่วนอาหารกลุ่มต่างๆปรับเปลี่ยนตามความต้องการพลังงานต่อวันในแต่ละบุคคล

กลุ่มอาหาร

ปริมาณต่อวัน

ปริมาณอาหาร 1 ส่วน

ตัวอย่างอาหาร

ประโยชน์ที่ได้

 ข้าว แป้ง ธัญพืชต่างๆ และผลิตภัณฑ์

6 ส่วน

- ข้าวสวย หรือ ก๋วยเตี๋ยว ½ ถ้วยตวง

- ขนมปัง 1 แผ่น

- ธัญพืชสุก ½ ถ้วยตวง

- ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีท ข้าวโพด คอร์นเฟล็ก ก๋วยเตี๋ยว บะหมี่

- เป็นแหล่งพลังงาน และใยอาหาร

 ผัก

3-4 ส่วน

- ผักสด 1 ถ้วยตวง

- ผักสุก ½ ถ้วยตวง

- น้ำผักสด 180 มิลลิลิตร

- มะเขือเทศ แครอท  บล็อกโคลี่ คะน้า ผักโขม ผักกาด

- อุดมไปด้วยโพแทสเซียม แมกนีเซียม และใยอาหาร

 ผลไม้

4 ส่วน

- ผลไม้ขนาดกลาง 1 ผล

- ผลไม้สด 6 – 8 ชิ้นคำ

- ผลไม้แห้ง ¼ ถ้วยตวง

- น้ำผลไม้ 180 มิลลิลิตร

- กล้วย ส้ม มะม่วง ลิ้นจี่ ทับทิม สตรอเบอรี่ แอปเปิ้ล น้ำส้มคั้น

- เป็นแหล่งของโพแทสเซียม แมกนีเซียมและใยอาหาร

 นมพร่องมันเนย/ขาดมันเนย และผลิตภัณฑ์

2-3 ส่วน

- นม 240 มิลลิลิตร

- โยเกิร์ต 1 ถ้วย

- ชีส 1 แผ่น

- นมพร่อง/ขาดมันเนย

- โยเกิร์ตพร่องมันเนย

- ชีสไขมันต่ำ

- เป็นแหล่งของแคลเซียมและโปรตีน

 เนื้อสัตว์ชนิดต่างๆ และปลา

3-6 ส่วน

- เนื้อสัตว์สุก 30 กรัมหรือ 2 ช้อนโต๊ะ

- ไข่ไก่ 1 ฟอง หรือเท่ากับไข่ขาว 2 ฟอง

- เนื้อสัตว์ไม่ติดมันหรือหนัง ปรุงโดยการย่าง ต้ม หรือนึ่ง แทนการทอด

- เป็นแหล่งของโปรตีน และ แมกนีเซียม

 ถั่วเปลือกแข็ง และ ถั่วเมล็ดแห้ง

3 ส่วนต่อสัปดาห์

- ถั่วเปลือกแข็ง 1/3 ถ้วยตวง (45 กรัม)

- เมล็ดพืช 1 ช้อนโต๊ะ

- ถั่วเมล็ดแห้งสุก ½ ถ้วยตวง

- ถั่วลิสง

- มะม่วงหิมพานต์ เมล็ดทานตะวัน

- ถั่วแดง ถั่วเขียว

- เป็นแหล่งของพลังงาน แมกนีเซียม โพแทสเซียม โปรตีน และ ใยอาหาร

 ไขมันและน้ำมัน

2  ส่วน

- น้ำมันพืช 1 ช้อนชา

- มายองเนสไขมันต่ำ 1 ช้อนชา

- น้ำสลัดไขมันต่ำ 2 ช้อนโต๊ะ

- น้ำมันเมล็ดทานตะวัน

- น้ำมันรำข้าว

- น้ำมันมะกอก

- มายองเนสไขมันต่ำ น้ำสลัดไขมันต่ำ

- นอกจากไขมันและน้ำมันที่ใช้ในการปรุงอาหารแล้ว  ควรเลือกอาหารที่มีไขมันต่ำ

 ของหวาน

ควรบริโภคแต่น้อย

- น้ำตาล 1 ช้อนโต๊ะ

- แยม 1 ช้อนโต๊ะ

- น้ำตาล น้ำเชื่อม น้ำผึ้ง แยม เยลลี่ ไอศกรีมหวานเย็น ลูกอม

- ควรเลือกขนมหวานที่ไขมันต่ำ

 

นอกจากช่วยในการลดความดันโลหิตแล้ว อาหารแดช (DASH diet) ยังช่วยลดปัญหาสุขภาพอื่นๆ ได้เนื่องจาก

  • มีไขมันอิ่มตัว (Saturated fat) และคอเลสเทอรอล (Cholesterol) ต่ำ มีผลลดระดับคอเลสเทอรอลในเลือด โดยเฉพาะแอลดีแอลคอเลสเทอรอล (LDL-C) ซึ่งเป็นไขมันไม่ดี
  • กรดไขมันโอเมก้า 3 ช่วยลดการจับตัวของเกล็ดเลือด แม้ว่าโอเมก้า 3 ไม่ช่วยในการลดคอเลสเทอรอล แต่ก็ไม่ทำให้คอเลสเทอรอลเพิ่ม
  • กรดไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียว ช่วยลดไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) และคอเลสเทอรอล (Cholesterol) โดยไม่ลดเอชดีแอล (HDL-C) ซึ่งเป็นไขมันดี จึงช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด
  • โพแทสเซียมสูง ช่วยปรับสมดุลของโซเดียม ช่วยลดความดันโลหิต
  • แมกนีเซียมสูง ช่วยลดความดันโลหิต
  • ใยอาหารสูง ช่วยลดคอเลสเทอรอล ชะลอการดูดซึมน้ำตาล ช่วยระบบขับถ่ายให้เป็นปกติ ขจัดสิ่งที่เป็นพิษออกจากร่างกาย และลดสารก่อมะเร็ง
  • สารพฤกษเคมี มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันมะเร็ง
  • แคลเซียมสูง ช่วยป้องกันภาวะกระดูกพรุน

         การบริโภคอาหารที่มีโซเดียมมีความสัมพันธ์อย่างมากกับการเกิดความดันโลหิตสูง การปรับเปลี่ยน พฤติกรรมการบริโภคอาหารเป็นสิ่งจำเป็นในการควบคุมและป้องกันความดันโลหิตสูง การควบคุมความดันโลหิตสูงอย่างได้ผลคือ การควบคุมปริมาณการบริโภคเกลือโซเดียมและการควบคุมน้ำหนักในผู้ที่มีน้ำหนักเกิน แนวทางการบริโภคอาหารเพื่อป้องกันและควบคุมความดันโลหิตสูงหรืออาหารแดช (Dietary Approaches to Stop Hypertension, DASH) โดยเน้นการบริโภคสารอาหารที่มีผลต่อความดันโลหิต (เช่น โพแทสเซียม, แคลเซียม และแมกนีเซียม) กล่าวคือ เน้นการบริโภคผัก ผลไม้ และนมไขมันต่ำ บริโภคอาหารที่มีไขมันหรือไขมันอิ่มตัวในปริมาณน้อย

         โซเดียม (Sodium) เป็นแร่ธาตุชนิดหนึ่ง โดยทำหน้าที่ปรับสมดุลของเหลวในร่างกาย ควบคุมการเต้นของหัวใจ และมีผลต่อความดันโลหิต โดยพบได้ในอาหารจากอาหารตามธรรมชาติ เช่น ข้าว เนื้อสัตว์ ไข่ นม ถั่ว ผัก ผลไม้ และไขมัน โดยมีปริมาณโซเดียมเพียงเล็กน้อย ปลอดภัย หากแต่คนส่วนใหญ่ได้รับโซเดียมในปริมาณมากเกิน จากเครื่องปรุงรส เช่น เกลือ ซีอิ๊ว น้ำปลา ซอส หรือผงปรุงรส และอาหารแปรรูป เช่น ไส้กรอก กุนเชียง หมูหยอง รวมถึงอาหารกระป๋อง อาหารแปรรูป อาหารหมักดอง เช่น ผักกาดดอง ไข่เค็ม เต้าหู้ยี้ กุ้งแห้ง ปลาเค็ม ปลาสลิด เป็นต้น การควบคุมปริมาณโซเดียมที่ได้รับจากอาหารให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสม คือ ไม่เกิน 2,400 มิลลิกรัมของโซเดียมต่อวัน จะสามารถลดความดันได้ 2-8 มิลลิเมตรปรอท และหากบริโภคอาหารแบบแดช (DASH diet) ร่วมกับการจำกัดปริมาณโซเดียม (Sodium restricted diet) สามารถควบคุมความดันโลหิตได้ดีกว่าการควบคุมเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง

ตารางแสดง ปริมาณโซเดียมในอาหาร

ชนิดอาหาร

ปริมาณอาหาร

ปริมาณโซเดียม (มิลลิกรัม)

ข้าว

1 ทัพพี

20

ขนมปัง

1 แผ่น

130

ผักกาด

1 ทัพพี

2

ผักกาดดอง

100 กรัม

1,044

นม

240 มิลลิลิตร

120

เนื้อหมูสุก

2 ช้อนโต๊ะ

30

ไส้กรอกหมู

2 ชิ้น (หรือ 30 กรัม)

200

หมูยอ

2 ช้อนโต๊ะ

230

ไข่ต้ม

1 ฟอง

90

ไข่เค็ม

1 ฟอง

480

เต้าหู้ยี้

2 ก้อน (15 กรัม)

660

ที่มา: สำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข

ตารางแสดง ปริมาณโซเดียมในเครื่องปรุงรส

ชนิดอาหาร

ปริมาณอาหาร

ปริมาณโซเดียม (มิลลิกรัม)

เกลือ

1 ช้อนชา

2,000

น้ำปลา

1 ช้อนชา

500

ซีอิ้ว

1 ช้อนชา

238

ซอสถั่วเหลือง

1 ช้อนชา

237

ซอสหอยนางรม

1 ช้อนชา

104

น้ำจิ้มไก่

1 ช้อนชา

77

ซอสพริก

1 ช้อนชา

46

ซอสมะเขือเทศ

1 ช้อนชา

30

ผงชูรส

1 ช้อนชา

815

ซุปก้อน

1 ก้อน (10 กรัม)

1,760

ที่มา: สำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข

ตัวอย่างรายการอาหารเพื่อสุขภาพ

มื้ออาหาร

รายการอาหาร

ส่วนประกอบ

 มื้อเช้า

  • ข้าวต้มปลากะพง
  • ผลไม้รวม
  • น้ำเต้าหู้ทรงเครื่อง ไม่เติมน้ำตาล
  1. ข้าวต้ม 2 ส่วน
  2. ปลากะพง 1 ½ ส่วน
  3. ผลไม้รวม 1 ส่วน
  4. นมถั่วเหลือง 1 ส่วน

 มื้อว่างเช้า

  • ขนมปังโฮลวีท  แซนวิชใส้ปลาทูน่า
  1. ขนมปัง 1 ส่วน
  2. เนื้อปลาทูน่า ½ ส่วน

 มื้อเที่ยง

  • แกงเลียงกุ้งสด
  • ผัดผักหวานน้ำมันหอย
  • ยำก๋วยเตี๋ยวเซียงไฮ้ ไก่และกุ้ง
  • สับปะรด
  1. ข้าวสวยกล้อง 3 ส่วน
  2. กุ้งสด ½ ส่วน
  3. ฟักทอง บวบ ข้าวโพด 1 ส่วน
  4. ผักบุ้ง ½  ส่วน
  5. น้ำมันหอย 2 ส่วน
  6. ก๋วยเตี๋ยวเซียงไฮ้ 1 ส่วน
  7. เนื้อไก่ กุ้ง ½
  8. สับปะรด 1 ส่วน

 มื้อว่างบ่าย

  • ก๋วยเตี๋ยวลุยสวน
  1. หมูสับ ½ ส่วน
  2. น้ำกระเจี๊ยบ

 มื้อเย็น

  • ต้มยำกุ้ง
  • เนื้ออบไก่ย่างสมุนไพร
  • น้ำพริก มะขามอ่อน ปลาสลิด และเครื่องเคียง
  • ฝรั่ง
  1. ข้าวสวยกล้อง 4 ส่วน
  2. กุ้ง 1 ส่วน
  3. เห็ดฟาง ½ ส่วน
  4. เนื้อไก่ 1 ส่วน
  5. ปลาสลิด 1 ส่วน
  6. น้ำมัน 2 ส่วน
  7. ผักเครื่องเคียง 1 ส่วน
  8. ฝรั่ง ½ ส่วน