เมื่อเป็นเบาหวานควรทานอย่างไร?

เมื่อเป็นเบาหวานควรทานอย่างไร?

Diabetes-Vegetables-A-960x960

ผศ.วีระเดช พีศประเสริฐ
ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์
มหาวิทยาลัยขอนแก่น

เบาหวาน คือ ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงผิดปกติโดยทั่วไปการวินิจฉัยทำได้ด้วยตรวจระดับน้ำตาลในเลือดหลังงดอาหารอย่างน้อย 8 ชั่วโมง

  • หากระดับน้ำตาลมีค่าน้อยกว่า 100 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (มก./ดล.) ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ
  • หากระดับน้ำตาลอยู่ระหว่าง 100-125 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (มก./ดล.) ถือว่ามีความเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวาน
  • ถ้าระดับน้ำตาลมีค่าตั้งแต่ 126 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (มก./ดล.) ขึ้นไป สามารถวินิจฉัยภาวะเบาหวานได้

เบาหวานเป็นโรคเรื้อรัง

ซึ่งหากควบคุมระดับน้ำตาลไม่ดีสามารถก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ เช่น ภาวะไตเสื่อม ระบบประสาทส่วนปลายเสื่อม จอประสาทตาเสื่อม ภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง ภาวะหัวใจขาดเลือดเป็นต้น

นอกจากนั้นยังมีภาวะอื่นๆ ที่มักพบร่วมกับเบาหวานและส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงขึ้น ได้แก่ ไขมันในเลือดสูงความดันโลหิตสูง และภาวะอ้วน

ดังนั้นการรักษาเบาหวานอย่างครบวงจรจึงครอบคลุมทั้งการควบคุมระดับน้ำตาล ระดับไขมัน และความดันโลหิต ดังแสดงในตารางที่ 1

table_diabet1

ตารางที่ 1 แสดงเป้าหมายในการรักษาเบาหวาน

การรักษาเบาหวาน ประกอบด้วยหลายส่วนได้แก่การควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย และการใช้ยา ซึ่งมีทั้งยารับประทานและยาฉีด อย่างไรก็ดีอาหารเป็นส่วนสำคัญเนื่องจากเป็นกิจวัตรประจำวันของมนุษย์ สารอาหารที่ร่างกายได้รับในแต่ละวันส่งผลงทางตรงและโดยอ้อมต่อการควบคุมระดับน้ำตาลและภาวะร่วมอื่นๆ

คาร์โบไฮเดรต

เป็นสารอาหารที่ให้พลังงานหลักร่างกายต้องการคาร์โบไฮเดรตอย่างน้อยวันละ 130 กรัม หรือประมาณ 6 ส่วน หากบริโภคน้อยเกินไปร่างกายจะต้องสลายได้รับพลังงานไม่เพียงพอ แต่การบริโภคคาร์โบไฮเดรตมากเกินไปจะเป็นผลเสียต่อการควบคุมระดับน้ำตาลได้

เนื่องจากคาร์โบไฮเดรตส่วนมากจะย่อยโดยสมบูรณ์จนกลายเป็นน้ำตาลกลูโคส จึงไม่ควรบริโภคคาร์โบไฮเดรตเกินวันละ 12 ส่วน การใช้อาหารแลกเปลี่ยนสามารถช่วยให้การนับปริมาณคาร์โบไฮเดรตบรรลุเป้าหมายง่ายขึ้นดังนี้

คาร์โบไฮเดรต 1 ส่วน (20 กรัม) ได้แก่

table_diabet2

ผัก บางชนิดสามารถให้คาร์โบไฮเดรตได้บ้าง เช่น ฟักทอง แครอท ถั่วงอก ถั่วลันเตา ถั่วพู ยอดชะอม ยอดกระถินตำลึง ผักกะเฉด ผักคะน้า บร็อกโคลี่ยอดแค ยอดสะเดา มะเขือกรอบมะละกอดิบ หอมหัวใหญ่ ต้นกระเทียม ข้าวโพดอ่อน หน่อไม้พริกหวาน เห็ดเป๋าฮื้อ เห็ดนางรม ผักเหล่านี้ 3/4-1 ถ้วยตวงของผักดิบ หรือ 1/3-1/2 ถ้วยตวงของผักสุกให้คาร์โบไฮเดรต 5 กรัม

นอกจากนี้ ผลไม้ยังเป็นแหล่งของน้ำตาลที่สำคัญ

คาร์โบไฮเดรต 15 กรัม เที่ยบเท่ากับ

table_diabet3

นอกเหนือจาก ปริมาณคาร์โบไฮเดรตแล้ว ชนิดของคาร์โบไฮเดรตก็มีความสำคัญต่อการควบคุมระดับน้ำตาล เช่นกัน คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนที่พบในแป้งอาหารที่มีใยอาหารมากจะถูกย่อยและดูดซึมได้ไม่ดีเท่าน้ำตาล จึงเหมาะสมต่อผู้ป่วยบาหวานมากกว่าน้ำตาลในปริมาณที่เท่ากัน

น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา เทียบเท่าคาร์โบไฮเดรต 5 กรัม

หากต้องการบริโภคน้ำตาลสามารถแลกเปลี่ยนกับคาร์โบไฮเดรตชนิดอื่นได้หรือใช้สารให้ความหวานแทน เช่น ซอบิทอล ไซลิทอล แมนนิทอล หรือน้ำตาลเทียมอื่นๆ ถ้าไม่มากเกินระดับที่แนะนำถือว่าปลอดภัย

ไขมัน

ในอาหารประกอบด้วยไขมันหลัก 2 ชนิด คือ โคเลสเตอรอล และไตรกลีเซอร์ไรด์ ผู้ป่วยเบาหวานควรเลือกอาหารที่มีโคเลสเตอรอลต่ำ อาหารที่มีโคเลสเตอรอลสูงควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ ไขมันจากสัตว์ หนังสัตว์ เครื่องในสัตว์

ไตรกลีเซอร์ไรด์ ประกอบด้วยกรดไขมันชนิดต่างๆ

  • กรดไขมันไม่อิ่มตัวชนิดตำแหน่งเดียว (MUFA)
  • กรดไขมันไม่อิ่มตัวหลายตำแหน่ง (PUFA) กรดไขมันไม่อิ่มตัวทั้งสองชนิดมีผลดีต่อระดับโคเลสเตอรอลในเลือด พบมากในน้ำมันรำข้าว น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันมะกอก น้ำมันปลา pp5
  • กรดไขมันอิ่มตัว สามารถเพิ่มระดับโคเลสเตอรอลในเลือดได้ จึงควรหลีกเลี่ยงเช่นกันแหล่งของกรดไขมันอิ่มตัว ได้แก่ กะทิ เนย ไขมันจากสัตว์
  • กรดไขมันทรานส์ พบในเนยขาว มาการีน และขนมอบ สามารถส่งผลเสียต่อระดับโคเลสเตอรอลได้เช่นกัน

โปรตีน

ผู้ป่วยเบาหวานสามารถบริโภคโปรตีนได้ ตามปกติโดยไม่มีผลเสีย ยกเว้นกรณีไตเสื่อมซึ่งควรปรึกษาแพทย์อย่างไรก็ตามแหล่งของโปรตีนมักมีไขมันแทรกอยู่ผู้ป่วยเบาหวาน จึงควรเลือกอาหารที่มีไขมันต่ำเช่น ปลา ปู เนื้อสัตว์ไม่ติดหนังหรือมัน นมจืดไขมันต่ำ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีส่วนประกอบของไขมันสูง เช่น ไส้กรอก กุนเชียง ทั้งคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน ล้วนแต่ให้พลังงานซึ่งหากบริโภคมากเกินไปจะทำให้เกิดภาวะอ้วนได้

ดังนั้นในการควบคุมน้ำหนักจึงเน้นความสำคัญในการลดการบริโภคอาหารกลุ่มดังกล่าวโดยเฉพาะ ไขมัน และคาร์โบไฮเดรต

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร

ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์เสริมอาหารต่างๆ มากมายในท้องตลาด อย่างไรก็ตามยังไม่มีการศึกษาที่เป็นระบบอย่างชัดเจนว่ามีสารอาหารพิเศษใดมีส่วนช่วยควบคุมเบาหวานได้อย่างมีนัยสำคัญ

อาหารทดแทน

หากผู้ป่วยเบาหวานไม่แน่ใจว่าอาหารแต่ละมื้อประกอบด้วยสารอาหารใดบ้าง นอกจากหลักการอาหารแลกเปลี่ยนแล้ว อาจพิจารณาใช้กลยุทธอาหารทดแทน กล่าวคือ บริโภคอาหารทางการแพทย์สำเร็จรูปที่ระบุส่วนประกอบอย่างชัดเจนทดแทนอาหารปกติ 1 มื้อสามารถช่วยให้ควบคุมอาหารได้ง่ายขึ้น

พฤติกรรมในการบริโภค

เป็นสิ่งสำคัญที่นำไปสู่การบรรลุเป้าหมายในการควบคุมอาหารผู้ป่วยเบาหวานควรรับประทานอาหารให้หลากหลาย
เพื่อจะได้รับสารอาหารครบถ้วน รับประทานอาหารเป็นเวลาเลือกอาหารที่มีกากใยมากและพืชที่ให้พลังงานน้อยหลีกเลี่ยงของหวาน น้ำหวาน ลูกอม น้ำอัดลม และอาหารที่มีส่วนผสมของน้ำตาลมากรวมทั้งผลไม้รสหวานจัด

เอกสารอ้างอิง

  1. American diabetic association. Standards ofmedical care in diabetes – 2010. Diabetes Care 2010;33(suppl 1): s11 – s61.
  2. สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมถ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
  3. สมาคมต่อมไร้ท่อแห่งประเทศไทย สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ. แนวทางเวชปฏิบัติสำหรับโรคเบาหวาน พ.ศ. 2551. กรุงเทพฯ : รุ่งศิลป์การพิมพ์ 2551.
  4. รุจิรา สัมมะสุต. รายการอาหารแลกเปลี่ยนไทย. วารสารโภชนบำบัด 2547; 15(1): 33-45.
Mascot-eating-1200x900